Translate

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2569

เรื่องเขียนเสร็จแล้ว จะแบ่งเป็นกี่หน้า? เริ่มวางหน้าหนังสือเล่มเล็กอย่างไร

 


เรื่องเขียนเสร็จแล้ว จะแบ่งเป็นกี่หน้า? เริ่มวางหน้าหนังสือเล่มเล็กอย่างไร

เมื่อแต่งเรื่อง ตรวจแก้ และเกลาภาษาจนเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปยังไม่ใช่การรีบเขียนเรื่องลงในหนังสือทันที แต่คือการนำเรื่องที่มีอยู่มา แบ่งและจัดวางให้พอดีกับจำนวนหน้าตามเกณฑ์

เพราะต่อให้เรื่องที่แต่งมาดีเพียงใด หากจัดหน้าไม่ดี บางหน้าอาจมีข้อความแน่นจนไม่มีพื้นที่สำหรับภาพ ขณะที่บางหน้ากลับมีเนื้อหาน้อยเกินไป จังหวะของเรื่องก็อาจสะดุดได้

1. ก่อนแบ่งเรื่อง ต้องรู้ก่อนว่าเรามีกี่หน้า

ตามเกณฑ์การแข่งขันการจัดทำหนังสือเล่มเล็ก กำหนดความหนาของส่วน เนื้อเรื่องและภาพประกอบ แตกต่างกันตามระดับชั้น ดังนี้

  • ระดับชั้น ป.4–6 จำนวน 8 หน้า

  • ระดับชั้น ม.1–3 จำนวน 12 หน้า

  • ระดับชั้น ม.4–6 จำนวน 16 หน้า

จำนวนดังกล่าวเป็นจำนวนหน้าของ เนื้อเรื่องและภาพประกอบ ไม่ได้หมายถึงจำนวนหน้าทั้งเล่ม เพราะหนังสือยังมีส่วนหน้า ได้แก่ ปกหน้า ปกใน และคำนำ รวมถึงส่วนท้าย คือหน้าคณะผู้จัดทำและปกหลัง

จุดนี้ควรทำความเข้าใจให้ชัดก่อนเริ่มฝึกเด็ก เพราะถ้านับหน้าผิดตั้งแต่ต้น การวางเรื่องทั้งหมดก็จะคลาดเคลื่อนตามไปด้วย

2. อย่าเพิ่งแบ่งเป็นหน้า ให้แบ่งเรื่องเป็นเหตุการณ์ก่อน

นำเรื่องที่เขียนเสร็จแล้วมาอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วลองขีดแบ่งว่าเรื่องของเรามีเหตุการณ์สำคัญอะไรบ้าง เช่น

เริ่มเรื่อง → เกิดเหตุการณ์ → พบปัญหา → พยายามแก้ปัญหา → เหตุการณ์สำคัญ → คลี่คลาย → จบเรื่อง

ในขั้นนี้ยังไม่ต้องคิดว่าเหตุการณ์หนึ่งจะต้องเท่ากับหนึ่งหน้า

บางเหตุการณ์สั้น สามารถอยู่ร่วมกันในหน้าเดียวได้ ขณะที่เหตุการณ์สำคัญของเรื่องอาจต้องใช้พื้นที่มากกว่าเหตุการณ์อื่น

สิ่งที่ต้องการในขั้นนี้คือ มองเรื่องทั้งเรื่องให้เห็นเป็นช่วง ๆ ก่อน

3. นำเหตุการณ์มาวางลงในจำนวนหน้าที่มี

เมื่อรู้แล้วว่าเรื่องประกอบด้วยเหตุการณ์อะไรบ้าง จึงค่อยนำมาจัดลงในจำนวนหน้าที่กำหนด

ถ้าเป็น ป.4–6 เรามีพื้นที่เนื้อเรื่อง 8 หน้า
ถ้าเป็น ม.1–3 มี 12 หน้า
และถ้าเป็น ม.4–6 มี 16 หน้า

ลองเขียนสั้น ๆ ก่อนว่า

หน้า 1 — จะเล่าอะไร
หน้า 2 — เกิดอะไรขึ้น
หน้า 3 — เรื่องดำเนินต่ออย่างไร
...

ทำไปจนถึงหน้าสุดท้าย

อย่าพยายามทำให้ทุกหน้ามีข้อความจำนวนเท่ากัน เพราะหน้าหนังสือไม่ได้มีหน้าที่เพียงบรรจุตัวหนังสือ แต่ต้องมีพื้นที่สำหรับ ภาพประกอบ ด้วย

บางหน้าอาจมีข้อความเพียงเล็กน้อยแล้วใช้ภาพเป็นส่วนสำคัญในการเล่าเรื่องก็ได้ ตามเกณฑ์ หน้าที่มีภาพประกอบแต่ไม่มีเนื้อเรื่องก็ยังนับเป็นหน้าเนื้อเรื่อง และหากใช้ภาพต่อเนื่องกัน 2 หน้า ก็นับเป็น 2 หน้าเช่นกัน

4. ลองพลิกอ่านตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย

เมื่อแบ่งครบแล้ว อย่าเพิ่งลงมือทำเล่มจริง ให้ลองอ่านตามลำดับหน้าที่วางไว้ก่อน

ลองตรวจง่าย ๆ ว่า

  • มีเหตุการณ์ใดขาดหายหรือกระโดดหรือไม่

  • หน้าใดมีข้อความมากจนแทบไม่มีพื้นที่วาดภาพ

  • หน้าใดโล่งเกินไปจนสามารถรวมกับหน้าอื่นได้

  • เหตุการณ์สำคัญของเรื่องมีพื้นที่เพียงพอหรือไม่

  • เมื่อเปลี่ยนจากหน้าหนึ่งไปอีกหน้า เรื่องยังต่อเนื่องและน่าติดตามหรือไม่

หากพบว่าหน้าใดแน่นเกินไป ไม่จำเป็นต้องตัดเนื้อหาสำคัญทิ้งทันที อาจย้ายบางส่วนไปหน้าถัดไป หรือรวมเหตุการณ์สั้น ๆ ในหน้าอื่นเพื่อสร้างพื้นที่ขึ้นมาใหม่

การแบ่งหน้าจึงไม่ใช่การนำเรื่องมาตัดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน แต่เป็นการจัดจังหวะของเรื่องให้เหมาะกับพื้นที่ที่มี

เมื่อวางเนื้อเรื่องลงในจำนวนหน้าได้ลงตัวแล้ว ขั้นต่อไปจึงค่อยคิดว่า แต่ละหน้าควรวาดภาพอะไร และจะจัดภาพกับข้อความไว้ตรงไหน

แต่ก่อนจะลงมือวาดจริง เรายังมีเครื่องมือสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้มองเห็นหนังสือทั้งเล่มตั้งแต่ปกหน้าจนถึงปกหลัง นั่นคือ Storyboard ซึ่งจะเป็นขั้นตอนต่อไปของการทำหนังสือเล่มเล็ก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ใช้คำสุภาพนะคะ

ถูกอกถูกใจกดไลท์กดแชร์นะคะ \^_^/