ตรวจงานครั้งสุดท้าย ก่อนเรื่องจะกลายเป็นหนังสือเล่มเล็ก
เมื่อเรื่องผ่านการวางโครง แก้ฉบับร่าง และเกลาภาษาจนอ่านลื่นแล้ว เราก็มาถึงช่วงสุดท้ายของการเขียน
ครั้งนี้ไม่ใช่การกลับไปรื้อเรื่องใหม่ และไม่ใช่การพยายามทำให้ทุกประโยคสวยกว่าเดิม
แต่เป็นการ ตรวจให้แน่ใจว่าเรื่องที่เรากำลังจะนำไปทำเป็นหนังสือเล่มเล็กนั้นสมบูรณ์พอแล้ว
เพราะเมื่อเริ่มแบ่งหน้า วางภาพ และทำรูปเล่ม การกลับมาเปลี่ยนเนื้อเรื่องครั้งใหญ่อีกครั้งจะกระทบงานส่วนอื่นตามไปด้วย
ก่อนเดินต่อ จึงควรหยุดตรวจงานทั้งเรื่องอีกหนึ่งรอบ
กลับไปหาโจทย์ที่เราเริ่มต้น
เราเริ่มกระบวนการทั้งหมดจากการอ่านและตีโจทย์
เมื่อเขียนเรื่องจนจบแล้ว จึงควรนำเรื่องกลับมาเทียบกับโจทย์อีกครั้ง
ลองวางโจทย์ไว้ข้าง ๆ แล้วถามว่า
เรื่องนี้ยังตอบโจทย์อยู่หรือไม่?
ถ้าโจทย์กำหนดหัวข้อ เรื่องของเราสื่อถึงหัวข้อนั้นชัดหรือยัง
ถ้ามีคำสำคัญที่กำหนดให้ใช้ เราใช้ครบหรือไม่ และคำเหล่านั้นอยู่ในเรื่องอย่างเป็นธรรมชาติหรือเปล่า
ถ้ามีเงื่อนไขเฉพาะ มีส่วนใดที่เราหลงลืมระหว่างการแต่งหรือไม่
เรื่องอาจเขียนได้ดีมาก แต่ถ้าออกห่างจากโจทย์ งานก็ยังมีปัญหา
การตรวจรอบสุดท้ายจึงควรพาเรื่อง กลับไปหาจุดที่เราเริ่มต้น
ดูว่าแก่นเรื่องยังอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ
หลังจากตรวจโจทย์แล้ว ให้กลับมาดูแก่นเรื่องที่วางไว้
ระหว่างการเขียน เราอาจคิดเหตุการณ์ใหม่ เพิ่มตัวละคร หรือเปลี่ยนวิธีคลี่คลายปัญหา
สิ่งเหล่านี้ทำได้
แต่เมื่อเรื่องเปลี่ยนไปหลายครั้ง บางครั้งสิ่งที่เราเคยตั้งใจจะสื่อในตอนแรกอาจค่อย ๆ จางหายไปโดยไม่รู้ตัว
ลองถามว่า
เมื่ออ่านเรื่องนี้จบ คนอ่านน่าจะได้รับอะไรจากเรื่อง?
ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องตอบเหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องมีประโยคสรุปข้อคิดอยู่ท้ายเรื่อง
เพียงแต่เหตุการณ์ การตัดสินใจของตัวละคร และตอนจบ ควรเดินไปในทิศทางเดียวกับสิ่งที่เรื่องต้องการสื่อ
ถ้าแก่นเรื่องปรากฏอยู่ในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายซ้ำอีก
ตรวจตัวละครตั้งแต่ต้นจนจบ
คราวนี้ลองมองเฉพาะตัวละคร
ไม่ต้องสนใจคำสวยหรือภาพประกอบ
ดูเพียงว่า ตัวละครที่เราสร้างขึ้น เป็นคนคนเดียวกันตลอดทั้งเรื่องหรือไม่
ถ้าตอนต้นเขาเป็นเด็กขี้อาย แต่กลางเรื่องกลับกล้าเผชิญหน้ากับทุกอย่างทันที ต้องมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงนั้น
ถ้าเขาตัดสินใจทำสิ่งสำคัญในตอนท้าย เรื่องควรมีสิ่งที่ทำให้คนอ่านเข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงเลือกเช่นนั้น
ตัวละครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจทำให้เรื่องน่าสนใจขึ้นด้วย
แต่คนอ่านควร มองเห็นที่มาของการเปลี่ยนแปลง
ตรวจสิ่งที่เรื่องเปิดไว้ ว่าปิดครบหรือยัง
ระหว่างแต่งเรื่อง เราอาจสร้างสิ่งเล็ก ๆ ไว้หลายจุด
ตัวละครตั้งคำถามบางอย่าง
มีของชิ้นหนึ่งหายไป
มีใครบางคนสัญญาอะไรไว้
มีปัญหาที่รอการแก้
หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้คนอ่านสงสัย
เมื่อถึงตอนจบ ลองย้อนกลับไปดูว่า สิ่งสำคัญเหล่านั้นได้รับคำตอบแล้วหรือยัง
ไม่ใช่ทุกอย่างต้องถูกอธิบายจนหมด
แต่สิ่งใดที่เป็นเหตุสำคัญของเรื่อง ไม่ควรถูกทิ้งไว้เพียงเพราะคนเขียนลืมมันไป
อาจใช้วิธีง่าย ๆ คือถามว่า
เรื่องนี้ตั้งคำถามอะไรไว้กับคนอ่านบ้าง และตอนจบตอบคำถามเหล่านั้นแล้วหรือยัง?
ตรวจความต่อเนื่องของรายละเอียดเล็ก ๆ
หลังจากแก้เรื่องหลายรอบ รายละเอียดบางอย่างอาจเปลี่ยนโดยที่เราไม่ทันสังเกต
ตอนต้นบอกว่าเหตุการณ์เกิดตอนเช้า แต่ไม่กี่ย่อหน้าต่อมากลายเป็นตอนเย็น
ตัวละครถือร่มอยู่ แล้วอีกฉากกลับเปียกฝนเพราะไม่มีร่ม โดยไม่มีเหตุผล
ของบางอย่างถูกวางไว้ที่หนึ่ง แต่กลับไปปรากฏอีกที่หนึ่ง
หรือแม้แต่ชื่อ อายุ ลักษณะ และจำนวนตัวละครอาจไม่ตรงกัน
รายละเอียดเหล่านี้ดูเล็ก แต่ทำให้คนอ่านสะดุดได้
วิธีตรวจง่าย ๆ คืออย่าอ่านเพื่อหา “ความสวย” ของเรื่อง แต่ให้อ่านเหมือนกำลังตรวจว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปได้ตามเรื่องที่เราเขียนไว้หรือไม่
อย่าเติมเพราะกลัวว่าเรื่องยังไม่ดีพอ
ช่วงใกล้จบงานเป็นช่วงที่คนเขียนมักอยากเพิ่ม
เพิ่มคำบรรยาย
เพิ่มเหตุการณ์
เพิ่มข้อคิด
เพิ่มบทสนทนา
หรือเพิ่มตอนจบอีกเล็กน้อย
เพราะยิ่งอ่านงานตัวเองมากเท่าไร ก็ยิ่งมองเห็นสิ่งที่น่าจะเขียนเพิ่มได้เรื่อย ๆ
แต่การเขียนให้สมบูรณ์ ไม่ได้หมายถึงการเขียนจนไม่มีอะไรให้เพิ่มอีก
บางครั้งเรื่องจบดีอยู่แล้ว การเติมอีกกลับทำให้ตอนจบยืด
จึงควรถามก่อนเพิ่มทุกครั้งว่า
สิ่งที่จะเพิ่มนี้ทำให้เรื่องชัดขึ้นจริงหรือเพียงทำให้เรื่องยาวขึ้น?
ถ้าเรื่องทำหน้าที่ของมันครบแล้ว เราต้องรู้จักหยุดเช่นกัน
ลองให้คนที่ไม่รู้เรื่องมาก่อนอ่าน
ในช่วงก่อนปิดต้นฉบับ คนที่ช่วยตรวจได้ดีมากอาจไม่ใช่คนที่ร่วมคิดเรื่องกับเรามาตั้งแต่ต้น
แต่เป็น คนที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน
เพราะเขาไม่มีข้อมูลที่อยู่ในหัวของคนเขียน
ถ้าเขาอ่านแล้วเข้าใจว่าใครทำอะไร ทำไมจึงทำ เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร และเรื่องจบตรงไหน นั่นเป็นสัญญาณที่ดีว่าเรื่องสามารถสื่อสารด้วยตัวมันเองได้แล้ว
ถ้าเขาสงสัยบางจุด ก็ไม่จำเป็นต้องรีบอธิบายให้ฟัง
ให้กลับไปดูต้นฉบับก่อนว่า
สิ่งที่เราเพิ่งอธิบายด้วยปากนั้น มีอยู่ในเรื่องแล้วหรือยัง?
ถ้ายังไม่มี และเป็นข้อมูลที่จำเป็น คนเขียนอาจต้องกลับไปเติมให้คนอ่านได้รับจากตัวเรื่องเอง
ตรวจครั้งสุดท้ายแบบแยกหน้าที่
เพื่อไม่ให้เด็กต้องตรวจทุกอย่างพร้อมกัน อาจแบ่งการตรวจรอบสุดท้ายออกเป็นรอบสั้น ๆ
รอบหนึ่งดู โจทย์และแก่นเรื่อง
อีกรอบดู ตัวละครและเหตุการณ์
อีกรอบดู ความต่อเนื่องและตอนจบ
แล้วรอบสุดท้ายจึงดู ภาษา คำสะกด และความเรียบร้อย
วิธีนี้ง่ายกว่าการบอกเด็กว่า
“อ่านอีกครั้งแล้วดูว่ามีอะไรผิดไหม”
เพราะเด็กจะรู้ว่าแต่ละรอบตัวเองกำลังมองหาอะไร
แล้วเมื่อไรจึงเรียกว่า “เรื่องเสร็จ”
อาจไม่มีคำตอบว่าต้องแก้กี่รอบ
บางเรื่องแก้สองรอบก็ลงตัว
บางเรื่องอาจต้องกลับไปจัดใหม่หลายครั้ง
สิ่งที่ใช้ตัดสินได้ดีกว่าจำนวนรอบคือ เมื่อเราอ่านแล้วพบว่า
เรื่องตอบโจทย์
แก่นเรื่องชัด
ตัวละครมีเหตุผล
เหตุการณ์เชื่อมต่อกัน
ปัญหาได้รับการคลี่คลาย
ไม่มีรายละเอียดสำคัญขัดกัน
ภาษาอ่านเข้าใจง่าย
และไม่มีส่วนใดที่จำเป็นต้องรื้อใหม่
ถึงตรงนี้จึงสามารถบอกได้ว่า
“การเขียนเรื่องจบแล้ว”
แต่หนังสือเล่มเล็กยังไม่จบ
เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราตอนนี้ยังเป็น ต้นฉบับเรื่อง
ขั้นต่อไปคือการเปลี่ยนต้นฉบับนี้ให้กลายเป็นหนังสือที่คนอ่านสามารถเปิดอ่านทีละหน้า
เราต้องเริ่มคิดแล้วว่า
หน้าแรกควรมีอะไร
เหตุการณ์หนึ่งควรใช้กี่หน้า
ข้อความตรงไหนควรหยุด
ฉากใดควรได้พื้นที่มาก
และภาพจะเข้ามาช่วยเล่าเรื่องตรงไหน
จากขั้นตอนของ การเขียนเรื่อง เราจึงกำลังจะเข้าสู่อีกช่วงหนึ่งของการทำหนังสือเล่มเล็กอย่างเต็มตัว
จากต้นฉบับสู่หน้าหนังสือ — แบ่งเรื่องอย่างไรให้ภาพและข้อความเดินไปด้วยกัน.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
ใช้คำสุภาพนะคะ