แก้ฉบับร่างให้แน่น ตัด–เติม–ย้ายอย่างมีเหตุผล
เมื่ออ่านฉบับร่างตั้งแต่ต้นจนจบ และมองเห็นแล้วว่าตรงไหนยังสะดุด ตรงไหนขาด หรือส่วนใดมีมากเกินไป ขั้นต่อไปคือ ลงมือแก้เรื่องจริง
การแก้ฉบับร่างไม่ได้หมายถึงการเขียนใหม่ทั้งหมด และไม่ได้หมายความว่าเรื่องเดิมไม่ดี
แต่คือการนำเรื่องที่มีอยู่แล้วมาจัดให้ ชัดขึ้น กระชับขึ้น และต่อเนื่องขึ้น
ในขั้นนี้ เราจะยังไม่ลงไปแก้คำสวย ๆ หรือเลือกถ้อยคำอย่างละเอียด เพราะสิ่งที่ควรจัดการก่อนคือ เนื้อเรื่อง
เรื่องไหนควรเก็บ
เรื่องไหนควรตัด
ตรงไหนต้องเติม
และบางส่วนควรย้ายไปอยู่ตรงไหน
สี่อย่างนี้ช่วยให้การแก้เรื่องง่ายขึ้นมาก
เริ่มจาก “เก็บ” สิ่งที่ทำหน้าที่ของมันได้ดีแล้ว
เวลาเด็กได้รับงานกลับมาแก้ บางคนอาจรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนทุกอย่าง
จริง ๆ แล้วไม่จำเป็น
เหตุการณ์ใดอ่านเข้าใจง่าย เชื่อมต่อกับเรื่อง และช่วยให้เรื่องเดินไปข้างหน้า ให้เก็บเอาไว้
ลองถามง่าย ๆ ว่า
เหตุการณ์นี้มีหน้าที่อะไรในเรื่อง?
ถ้ามันทำให้เกิดปัญหา
ทำให้ตัวละครต้องตัดสินใจ
ทำให้เราเห็นนิสัยของตัวละคร
ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่อไป
หรือช่วยพาเรื่องเข้าใกล้ตอนจบ
แสดงว่าส่วนนั้นยังมีหน้าที่และควรอยู่ต่อ
การแก้เรื่องจึงไม่ใช่การรื้อทุกอย่าง แต่คือการรู้ว่า อะไรดีอยู่แล้วและไม่จำเป็นต้องแตะต้อง
“ตัด” สิ่งที่มีอยู่ แต่เรื่องไม่จำเป็นต้องใช้
สิ่งที่ควรตัดไม่ใช่เฉพาะประโยคที่เขียนไม่ดี
บางครั้งประโยคนั้นเขียนดี เหตุการณ์ก็น่าสนใจ แต่ถ้าไม่ได้ช่วยให้เรื่องเดินต่อ ก็อาจไม่จำเป็น
ลองนึกถึงเรื่องเด็กพบกระเป๋าเงินระหว่างทางกลับบ้าน
ถ้าเราเพิ่มเหตุการณ์ว่าเด็กแวะซื้อขนม พบเพื่อน เล่นกับสุนัข แล้วจึงเดินต่อ เหตุการณ์เหล่านั้นอาจเกิดขึ้นได้จริง แต่ต้องถามว่า
สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังเล่าหรือไม่?
ถ้าตัดออกแล้วเรื่องยังเข้าใจเหมือนเดิม และยังเดินต่อได้โดยไม่เสียอะไร ส่วนดังกล่าวอาจเป็นเพียงทางอ้อมที่ทำให้เรื่องยาวขึ้น
โดยเฉพาะการทำหนังสือเล่มเล็ก พื้นที่และเวลามีจำกัด
เด็กจึงควรฝึกเลือก ไม่ใช่เพียงฝึกเขียนเพิ่ม
เขียนได้ ไม่ได้หมายความว่าต้องใส่ทุกอย่างที่คิดได้ลงไป
“เติม” เฉพาะสิ่งที่คนอ่านจำเป็นต้องรู้
บางเรื่องไม่ได้มีปัญหาเพราะเขียนมากเกินไป แต่เกิดจากเขียนน้อยจนเหตุการณ์ขาดช่วง
ตัวละครอาจอยู่ที่โรงเรียนในประโยคหนึ่ง แล้วประโยคถัดไปกลับไปอยู่ที่สถานีตำรวจทันที
คนเขียนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างนั้น เพราะภาพทั้งหมดอยู่ในความคิดของตัวเอง
แต่คนอ่านไม่รู้
ตรงนี้จึงต้องเติม
อย่างไรก็ตาม การเติมไม่ได้หมายถึงอธิบายทุกขั้นตอน
เราเติมเฉพาะข้อมูลที่ช่วยให้คนอ่านเข้าใจว่า
เกิดอะไรขึ้น
ทำไมจึงเกิด
และเหตุการณ์นี้พาไปสู่อะไร
เช่น
แทนที่จะเขียนว่า
“เด็กชายพบกระเป๋าเงิน เขาจึงไปสถานีตำรวจ”
อาจเติมเหตุผลเพียงเล็กน้อยว่า
“เมื่อเปิดดูแล้วไม่พบข้อมูลที่สามารถติดต่อเจ้าของได้ เด็กชายจึงตัดสินใจนำกระเป๋าไปมอบให้ตำรวจ”
เพียงเท่านี้ คนอ่านก็เห็นความเชื่อมโยงของการตัดสินใจแล้ว
การเติมที่ดีจึงไม่ใช่ เติมให้เยอะ แต่คือ เติมตรงที่ขาด
“ย้าย” เมื่อสิ่งที่เขียนไว้ถูกต้อง แต่อยู่ผิดที่
บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องตัดหรือเขียนใหม่เลย
เพียงย้ายข้อมูลไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะกว่า เรื่องก็อ่านง่ายขึ้น
เช่น เราเพิ่งมาบอกกลางเรื่องว่าเด็กชายเป็นคนช่างสังเกต ทั้งที่ความเป็นคนช่างสังเกตมีความสำคัญต่อเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น
อาจไม่จำเป็นต้องอธิบายตรง ๆ ว่า
“เด็กชายเป็นคนช่างสังเกต”
แต่สามารถย้ายรายละเอียดบางอย่างไปไว้ในเหตุการณ์ก่อนหน้า ให้คนอ่านเห็นนิสัยนั้นจากสิ่งที่ตัวละครทำ
หรือบางเรื่องรีบบอกข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่ต้น จนต้นเรื่องยาวมาก ทั้งที่ข้อมูลบางส่วนสามารถนำไปเปิดเผยในจังหวะที่ตัวละครกำลังต้องใช้ข้อมูลนั้นได้
การวางข้อมูลถูกตำแหน่งช่วยให้เรื่องอ่านลื่นขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนคำเลย
แก้ทีละจุด อย่ารื้อทั้งเรื่องพร้อมกัน
เมื่อมองเห็นจุดที่ต้องแก้หลายแห่ง เด็กอาจสับสนว่าจะเริ่มตรงไหน
วิธีง่ายที่สุดคือ แก้ทีละจุด
หากต้นเรื่องยังยาวเกินไป ให้จัดต้นเรื่องก่อน
ถ้าช่วงกลางมีเหตุการณ์หนึ่งไม่เชื่อมกับอีกเหตุการณ์ ให้แก้ตรงรอยต่อนั้น
ถ้าตอนจบเร็วเกินไป ให้กลับไปดูว่าขาดเหตุการณ์ใดก่อนปัญหาจะคลี่คลาย
เมื่อแก้จุดหนึ่งแล้ว ให้อ่านช่วงก่อนหน้าและหลังจากนั้นต่อกันอีกครั้ง
ถ้าอ่านแล้วต่อเนื่องจึงค่อยไปจุดถัดไป
วิธีนี้ช่วยให้เด็กไม่ต้องเขียนใหม่ทั้งเรื่องทุกครั้งที่พบข้อผิดพลาด
ระวังการแก้จุดหนึ่ง แล้วทำให้อีกจุดหนึ่งไม่สัมพันธ์กัน
นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายมาก
สมมติว่าเดิมตัวละครนำกระเป๋าไปให้ครู แต่ภายหลังเปลี่ยนให้ไปแจ้งตำรวจแทน
เมื่อเปลี่ยนเหตุการณ์นี้แล้ว ต้องกลับไปดูส่วนอื่นด้วย
มีประโยคไหนยังพูดถึงครูอยู่หรือไม่
เหตุการณ์ต่อจากนั้นยังใช้ข้อมูลจากฉบับเดิมหรือเปล่า
ตอนจบยังสัมพันธ์กับเส้นทางใหม่หรือไม่
เพราะเรื่องหนึ่งเรื่องเชื่อมโยงกัน
เมื่อเปลี่ยนเหตุการณ์สำคัญหนึ่งจุด สิ่งที่อยู่ก่อนและหลังจุดนั้นอาจต้องเปลี่ยนตาม
เด็กจึงควรฝึกอ่าน “รอยต่อ” ทุกครั้งหลังแก้
อย่าแก้จนเรื่องไม่เหลือเสียงของเด็ก
ในช่วงฝึก ผู้ฝึกมักมองเห็นจุดที่สามารถทำให้เรื่องดีขึ้นได้มากกว่าเด็ก
เราอาจรู้ว่าควรตัดตรงไหน เติมอะไร หรือเปลี่ยนเหตุการณ์อย่างไรแล้วเรื่องจะสมบูรณ์ขึ้น
แต่ถ้าผู้ฝึกเป็นคนแก้ให้ทั้งหมด สุดท้ายเรื่องอาจดีขึ้นจริง แต่เด็กไม่ได้เรียนรู้ว่าทำไมจึงต้องแก้
แทนที่จะบอกว่า
“ตัดตรงนี้ออก”
อาจถามว่า
ถ้าเอาเหตุการณ์นี้ออก เรื่องยังเข้าใจอยู่ไหม?
แทนที่จะบอกว่า
“ตรงนี้ต้องเติม”
ลองถามว่า
จากตรงนี้ไปตรงนั้น คนอ่านรู้หรือยังว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง?
และแทนที่จะย้ายเหตุการณ์ให้เด็กทันที ลองให้เด็กอ่านสองแบบแล้วตัดสินใจว่าแบบใดเข้าใจง่ายกว่า
เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการทำให้เรื่องหนึ่งเรื่องดีขึ้น
แต่คือทำให้เด็กค่อย ๆ มองเห็นงานเขียนของตัวเองและแก้ไขได้ด้วยตัวเอง
หลังแก้แล้ว ลองเล่าเรื่องใหม่โดยไม่มองต้นฉบับ
มีวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยตรวจว่าเรื่องเริ่มแน่นหรือยัง
หลังจากตัด เติม และย้ายเรียบร้อยแล้ว ลองปิดต้นฉบับแล้วเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบด้วยภาษาของตัวเอง
ถ้าเล่าได้ต่อเนื่องว่า
ใครพบอะไร
จึงเกิดปัญหาอะไร
ตัวละครตัดสินใจอย่างไร
เกิดผลอะไรตามมา
และสุดท้ายเรื่องคลี่คลายอย่างไร
แสดงว่าเส้นทางหลักของเรื่องเริ่มชัดแล้ว
แต่ถ้าเล่าถึงบางช่วงแล้วต้องหยุดคิดว่า
“แล้วตรงนี้เกิดอะไรต่อ?”
จุดนั้นอาจเป็นตำแหน่งที่ควรกลับไปดูอีกครั้ง
การเล่าปากเปล่าจึงช่วยให้เด็กมองเห็นโครงเรื่องได้ง่ายกว่าการจ้องตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว
เมื่อเนื้อเรื่องเข้าที่แล้ว จึงค่อยดูว่าเรา “เล่า” มันอย่างไร
ถึงตรงนี้ เราได้จัดการกับเรื่องในระดับใหญ่แล้ว
เหตุการณ์ที่ไม่จำเป็นถูกตัดออก
ส่วนที่ขาดได้รับการเติม
ข้อมูลที่อยู่ผิดตำแหน่งถูกย้าย
และเหตุการณ์ต่าง ๆ เริ่มเชื่อมต่อกันเป็นเรื่องเดียว
แต่เรื่องที่มีโครงสร้างดี ยังอาจอ่านไม่ลื่นได้
เพราะขั้นต่อไปไม่ใช่การถามแล้วว่า
“เรื่องเกิดอะไรขึ้น?”
แต่เป็นการถามว่า
“เราจะใช้ภาษาอย่างไร ให้คนอ่านเห็นและเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด?”
ตรงนี้เองที่เราจะเริ่มลงไปดูในระดับของ คำ ประโยค การบรรยาย และบทสนทนา
จากการแก้ “เนื้อเรื่อง” จึงถึงเวลาของการ เกลาภาษาให้เรื่องลื่น อ่านง่าย และเป็นธรรมชาติ.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
ใช้คำสุภาพนะคะ