เกลาภาษาให้เรื่องลื่น อ่านง่าย และเป็นธรรมชาติ
เมื่อเนื้อเรื่องเข้าที่แล้ว เหตุการณ์เชื่อมต่อกัน ไม่มีส่วนสำคัญขาดหาย และสิ่งที่ไม่จำเป็นถูกตัดออก ขั้นต่อไปจึงเป็นการกลับมาดูว่า
เรากำลังเล่าเรื่องนั้นด้วยภาษาแบบไหน
เรื่องเดียวกันอาจอ่านสนุกหรืออ่านติดขัดได้จากวิธีใช้ภาษา แม้โครงเรื่องจะเหมือนกันทุกอย่าง
ในขั้นนี้จึงยังไม่ใช่การตกแต่งหนังสือ ไม่ใช่การแบ่งหน้า และยังไม่ใช่การวาดภาพประกอบ แต่เป็นการทำให้ เรื่องที่เขียนเสร็จแล้ว อ่านได้อย่างราบรื่นและเข้าใจง่ายที่สุด
โดยเฉพาะหนังสือเล่มเล็ก ภาษาที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้คำยากหรือประโยคสวยทุกบรรทัด
สิ่งสำคัญกว่าคือ อ่านแล้วเข้าใจ เห็นภาพ และรู้สึกอยากอ่านต่อ
ประโยคที่ดี เริ่มจากการสื่อความให้ชัด
เวลาเด็กเขียนเรื่อง บางครั้งอาจพยายามใช้คำที่ดูสวยหรือเป็นภาษาเขียนมากเกินไป เพราะคิดว่ายิ่งใช้คำยาก งานก็ยิ่งดูดี
แต่ถ้าคำเหล่านั้นทำให้ประโยคซับซ้อนขึ้น ความหมายที่ต้องการสื่ออาจกลับไม่ชัด
ลองเปรียบเทียบ
“เด็กชายรีบเร่งฝีเท้าไปยังสถานีตำรวจด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำทรัพย์สินซึ่งตนเก็บได้ส่งคืนแก่เจ้าของโดยเร็วที่สุด”
กับ
“เด็กชายรีบนำกระเป๋าไปที่สถานีตำรวจ เขาหวังว่าเจ้าของจะได้กระเป๋าคืนโดยเร็ว”
สองแบบเล่าเหตุการณ์เดียวกัน
แบบแรกไม่ได้ผิด แต่สำหรับเรื่องที่ต้องการให้เด็กอ่านเข้าใจง่าย แบบหลังทำหน้าที่ได้ตรงกว่า
จึงควรฝึกให้เด็กถามตัวเองว่า
ประโยคนี้อ่านครั้งเดียวเข้าใจหรือไม่?
ถ้าอ่านแล้วต้องย้อนกลับมาอ่านใหม่ อาจลองแบ่งประโยคให้สั้นลง หรือเปลี่ยนคำให้ธรรมดาขึ้น
ภาษาที่ดีไม่จำเป็นต้องทำให้คนอ่านรู้สึกว่า คนเขียนใช้คำเก่ง
แต่ควรทำให้คนอ่าน เข้าใจเรื่องได้โดยไม่สะดุดกับคำ
ประโยคสั้นกับประโยคยาวควรอยู่ด้วยกัน
การทำให้อ่านง่ายไม่ได้หมายความว่าทุกประโยคต้องสั้น
ถ้าประโยคสั้นเท่ากันทั้งหมด เรื่องอาจกลายเป็นจังหวะห้วน ๆ
เด็กชายเดินกลับบ้าน
เขาพบกระเป๋า
เขาหยิบขึ้นมา
เขาเปิดดู
เขาไม่พบชื่อเจ้าของ
เขาจึงไปหาตำรวจ
ทุกประโยคเข้าใจได้ แต่เมื่ออ่านต่อกันแล้ว จังหวะยังแข็ง
อาจปรับเป็น
“ระหว่างเดินกลับบ้าน เด็กชายเห็นกระเป๋าใบหนึ่งตกอยู่ข้างทาง เขาหยิบขึ้นมาเปิดดู แต่ไม่พบข้อมูลที่จะติดต่อเจ้าของได้ จึงตัดสินใจนำกระเป๋าไปให้ตำรวจ”
เนื้อหาแทบไม่เปลี่ยน แต่จังหวะการอ่านต่างออกไป
สิ่งที่เด็กควรฝึกจึงไม่ใช่เพียงการเขียนประโยคให้ถูก แต่คือ รู้จักสลับจังหวะของประโยคให้เหมาะกับเหตุการณ์
ช่วงที่ต้องการความรวดเร็ว อาจใช้ประโยคสั้น
ช่วงที่ต้องการบรรยายหรือเชื่อมเหตุการณ์ อาจใช้ประโยคยาวขึ้นเล็กน้อย
เมื่อจังหวะเปลี่ยนไปตามเรื่อง ภาษาเองก็ช่วยพาเรื่องเดินได้
ตัดคำซ้ำที่ไม่จำเป็น แต่ไม่ต้องกลัวการใช้คำเดิม
เมื่อตรวจภาษา สิ่งหนึ่งที่มักพบคือคำซ้ำ
“เด็กชายเดินไปที่สถานีตำรวจ เด็กชายเห็นตำรวจ เด็กชายจึงเดินเข้าไปหาตำรวจ แล้วเด็กชายก็มอบกระเป๋าให้ตำรวจ”
อ่านแล้วเข้าใจ แต่คำว่า “เด็กชาย” และ “ตำรวจ” ปรากฏถี่จนทำให้ประโยคแข็ง
อาจปรับเป็น
“เด็กชายเดินไปที่สถานีตำรวจ เมื่อพบเจ้าหน้าที่ เขาจึงเข้าไปเล่าเหตุการณ์และมอบกระเป๋าที่เก็บได้ให้”
เรื่องกระชับขึ้นทันที
แต่การแก้คำซ้ำไม่จำเป็นต้องพยายามหาคำใหม่มาแทนทุกครั้ง
บางคำเป็นคำสำคัญของเรื่อง และการใช้ซ้ำในตำแหน่งที่เหมาะสมไม่ได้เป็นปัญหา
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ การซ้ำจนรบกวนจังหวะการอ่าน
ไม่ใช่การห้ามใช้คำเดิมซ้ำทั้งหมด
ใช้คำเชื่อมเท่าที่จำเป็น
คำอย่าง
แล้ว
จากนั้น
ต่อมา
ดังนั้น
เพราะว่า
แต่
จึง
ช่วยเชื่อมเหตุการณ์ได้ดี แต่ถ้าใช้ทุกประโยค เรื่องจะเริ่มเหมือนการรายงานเหตุการณ์ทีละข้อ
“จากนั้นเขาเดินต่อ แล้วเขาก็พบตำรวจ ต่อมาเขาจึงเล่าเรื่องทั้งหมด และจากนั้นตำรวจก็รับกระเป๋าไว้”
บางคำสามารถตัดออกได้โดยความหมายไม่เสีย
“เขาเดินต่อจนพบตำรวจ จึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง เจ้าหน้าที่รับกระเป๋าไว้และเริ่มตรวจสอบหาเจ้าของ”
การเชื่อมเรื่องที่ดีจึงไม่ได้เกิดจากการมีคำเชื่อมมาก แต่เกิดจาก ประโยคหนึ่งส่งความหมายต่อไปยังอีกประโยคได้
บรรยายเท่าที่ช่วยให้คนอ่านเห็นภาพ
การเขียนหนังสือเล่มเล็กมีภาพประกอบช่วยเล่าเรื่องอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องบรรยายทุกสิ่งที่ปรากฏในภาพซ้ำอีกครั้ง
ถ้าภาพแสดงเด็กชายยืนอยู่ริมถนน มีฝนตก และมีกระเป๋าอยู่บนพื้น ข้อความไม่จำเป็นต้องบอกทั้งหมดว่า
“เด็กชายยืนอยู่บนถนนที่เปียกฝน มีต้นไม้อยู่ข้างทาง และมีกระเป๋าสีน้ำตาลตกอยู่บนพื้น”
เพราะคนอ่านมองเห็นสิ่งเหล่านั้นจากภาพได้
ข้อความอาจเลือกบอกสิ่งที่ภาพบอกไม่ได้ เช่น
“เขาชะงักทันทีเมื่อเห็นกระเป๋าใบนั้น เพราะตลอดทางที่ผ่านมาไม่มีใครเดินอยู่แถวนั้นเลย”
ภาพทำหน้าที่บอกว่า เห็นอะไร
ส่วนข้อความช่วยบอกว่า เกิดอะไรขึ้น หรือสิ่งนั้นมีความหมายอย่างไร
เมื่อทั้งสองส่วนช่วยกันเล่าเรื่อง หนังสือจะไม่ต้องแบกทุกอย่างไว้ในตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว
บทสนทนาต้องมีเหตุผลที่ตัวละครจะพูด
บทสนทนาช่วยให้เรื่องมีชีวิต แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวละครต้องพูดทุกอย่างออกมา
ลองอ่านประโยคที่ตัวละครพูด แล้วถามว่า
ถ้าเป็นคนจริง ๆ เขาจะพูดแบบนี้หรือไม่?
เด็กที่พบกระเป๋าอาจพูดว่า
“คุณตำรวจครับ ผมเก็บกระเป๋าใบนี้ได้ระหว่างทางกลับบ้านครับ”
ฟังเป็นธรรมชาติและทำให้เรื่องเดินต่อ
แต่ถ้าให้ตัวละครพูดอธิบายเหตุการณ์ยาว ๆ ในสิ่งที่คนอ่านเพิ่งอ่านมาแล้ว บทสนทนานั้นอาจไม่จำเป็น
บทพูดที่ดีควรทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทำให้เรื่องเดิน
ทำให้รู้ข้อมูลใหม่
ทำให้เห็นความคิดหรือความรู้สึก
หรือทำให้เราเข้าใจตัวละครมากขึ้น
ถ้าไม่ได้ทำหน้าที่เหล่านี้ อาจตัดให้สั้นลงได้
ความรู้สึกไม่จำเป็นต้องบอกตรง ๆ ทุกครั้ง
เด็กมักเขียนว่า
“เขาดีใจมาก”
“เขากลัวมาก”
“เขารู้สึกกังวล”
“เขาตื่นเต้นมาก”
ข้อความเหล่านี้ไม่ได้ผิด
แต่บางครั้งเราสามารถทำให้คนอ่านรับรู้ความรู้สึกผ่านสิ่งที่ตัวละครทำได้
แทนที่จะเขียนว่า
“เด็กชายรู้สึกกังวลมาก”
อาจเขียนว่า
“เขากำกระเป๋าไว้แน่น พลางมองซ้ายมองขวาอีกครั้ง”
คนอ่านเริ่มสัมผัสความกังวลได้โดยไม่ต้องมีคำว่า “กังวล”
นี่เป็นอีกทักษะหนึ่งที่เด็กสามารถค่อย ๆ ฝึกได้
ไม่จำเป็นต้องทำทุกประโยค และไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการบอกความรู้สึกทั้งหมด
เพียงเรียนรู้ว่า บางครั้งการกระทำของตัวละครก็พูดแทนความรู้สึกได้
อ่านออกเสียง จะได้ยินสิ่งที่ตาอาจมองไม่เห็น
เมื่อแก้ภาษาแล้ว วิธีตรวจที่ง่ายและได้ผลมากวิธีหนึ่งคือ
อ่านเรื่องออกเสียง
ไม่ต้องอ่านเร็ว
อ่านเหมือนกำลังเล่าเรื่องให้ใครสักคนฟัง
ถ้าตรงไหนอ่านแล้วต้องหยุดหายใจกลางประโยค ประโยคนั้นอาจยาวเกินไป
ถ้าตรงไหนอ่านแล้วรู้สึกติด คำนั้นอาจไม่เข้ากับประโยค
ถ้าได้ยินคำเดิมซ้ำติดกันหลายครั้ง ก็จะสังเกตได้ง่ายกว่าการอ่านในใจ
และถ้าอ่านแล้วเผลอเปลี่ยนคำจากที่เขียนไว้เองบ่อย ๆ คำที่ปากเลือกพูดออกมาอาจเป็นภาษาที่เป็นธรรมชาติกว่าคำเดิมที่เขียนไว้
เด็กจึงสามารถใช้เสียงของตัวเองเป็นเครื่องมือช่วยตรวจงานได้
ภาษาไม่จำเป็นต้องหรู แต่ต้องเป็นภาษาเดียวกันทั้งเรื่อง
อีกสิ่งหนึ่งที่ควรตรวจคือระดับภาษา
ถ้าต้นเรื่องใช้ภาษาง่าย ๆ เป็นธรรมชาติ แต่กลางเรื่องกลับเปลี่ยนไปใช้ถ้อยคำยากมาก หรือบางช่วงเป็นภาษาพูดมากเกินไปจนต่างจากส่วนอื่น เรื่องจะรู้สึกไม่ต่อเนื่อง
ลองอ่านทั้งเรื่องแล้วดูว่า
เหมือนเป็นคนคนเดียวกันกำลังเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบหรือไม่
ถ้าใช่ แสดงว่าน้ำเสียงของเรื่องเริ่มนิ่ง
ตรงนี้สำคัญกว่าการพยายามหาคำสวยใส่ทุกบรรทัดเสียอีก
เกลาภาษาเพื่อให้เรื่องชัด ไม่ใช่เพื่อทำให้เรื่องดูยาก
เมื่อมาถึงขั้นนี้ เด็กอาจแก้ประโยคหลายครั้ง
บางประโยคสั้นลง
บางประโยคถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน
คำซ้ำบางคำหายไป
บทสนทนากระชับขึ้น
และบางความรู้สึกถูกเปลี่ยนให้เห็นผ่านการกระทำ
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนเรื่องเดิมให้เป็นเรื่องใหม่
แต่ทำให้สิ่งที่เด็กคิดไว้ เดินทางไปถึงคนอ่านได้ชัดขึ้น
นี่คือหน้าที่สำคัญของภาษา
ไม่ใช่ทำให้เรื่องดูยากขึ้น
ไม่ใช่แสดงว่าเรารู้คำมากเพียงใด
แต่คือทำให้คนอ่านเข้าใจสิ่งที่เราต้องการเล่าได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อโครงเรื่องเข้าที่ เนื้อเรื่องผ่านการแก้ และภาษาถูกเกลาจนอ่านลื่นแล้ว เรื่องของเราก็ใกล้ถึงปลายทางของขั้นการเขียน
แต่ก่อนจะบอกว่า
“เรื่องนี้เสร็จแล้ว”
ยังควรมีการตรวจอีกครั้งหนึ่ง
ครั้งนี้ไม่ใช่ตรวจเฉพาะโครงเรื่อง ไม่ใช่ตรวจเฉพาะภาษา แต่เป็นการมอง ทั้งเรื่องพร้อมกัน ตั้งแต่โจทย์ที่ได้รับ แก่นเรื่อง ตัวละคร เหตุการณ์ การคลี่คลาย ไปจนถึงคำสุดท้าย
ขั้นต่อไปจึงเป็น
ตรวจงานครั้งสุดท้าย ก่อนเรื่องจะกลายเป็นหนังสือเล่มเล็ก.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
ใช้คำสุภาพนะคะ