จุดสำคัญของเรื่อง และการคลี่คลายปัญหาให้ลงตัว
จากบทความก่อน เราพาเด็กนำเหตุการณ์ที่คิดไว้มาเรียงเป็น ต้นเรื่อง – กลางเรื่อง – จบเรื่อง
เมื่อมองเห็นโครงของเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว ขั้นต่อไปยังไม่จำเป็นต้องรีบเขียนเป็นเรื่องยาว
ลองกลับมาดูช่วงกลางเรื่องอีกครั้งว่า
มีเหตุการณ์ใดที่เป็นจุดสำคัญของเรื่องหรือไม่
เพราะเรื่องหนึ่งเรื่องอาจมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายอย่าง แต่เหตุการณ์เหล่านั้นไม่ได้สำคัญเท่ากันทั้งหมด
บางเหตุการณ์มีไว้เพื่อพาเรื่องเดินต่อ
แต่บางเหตุการณ์ทำให้ตัวละครต้องคิด ต้องเลือก หรือต้องตัดสินใจ และการตัดสินใจตรงนั้นเองอาจทำให้เรื่องเปลี่ยนไปจากเดิม
จุดสำคัญของเรื่อง ไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุการณ์ใหญ่
เมื่อพูดถึงจุดสำคัญของเรื่อง เด็กอาจคิดว่าต้องเป็นเหตุการณ์ตื่นเต้นมาก ๆ
ต้องมีอุบัติเหตุ
ต้องมีการต่อสู้
ต้องมีคนหาย
หรือต้องเกิดเรื่องร้ายแรง
จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นเลย
จุดสำคัญของเรื่อง คือช่วงที่ปัญหาหรือสถานการณ์พาตัวละครมาถึงจุดที่ต้องทำอะไรบางอย่าง
และสิ่งที่ตัวละครเลือกทำ จะส่งผลต่อเรื่องหลังจากนั้น
ลองกลับไปที่ตัวอย่างเดิม
เด็กชายพบกระเป๋าเงินตกอยู่ระหว่างทางกลับบ้าน
เขาพยายามหาเจ้าของ แต่ยังหาไม่พบ
ระหว่างนั้นมีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกว่า
“กระเป๋าใบนั้นเป็นของผม”
ตรงนี้เรื่องเริ่มเปลี่ยนแล้ว
เด็กชายจะส่งกระเป๋าให้ทันทีหรือไม่?
จะเชื่อได้อย่างไรว่าชายคนนั้นเป็นเจ้าของจริง?
จะถามอะไรเพื่อให้แน่ใจ?
หรือควรขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่?
เหตุการณ์เพียงเท่านี้อาจไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่ทำให้ตัวละครต้อง คิดและตัดสินใจ
และการตัดสินใจนั้นจะเป็นตัวพาเรื่องไปสู่เหตุการณ์ต่อไป
ถ้าเอาจุดนี้ออก เรื่องยังเหมือนเดิมหรือไม่
วิธีง่าย ๆ วิธีหนึ่งในการช่วยเด็กหาจุดสำคัญของเรื่อง คือทดลองถามว่า
“ถ้าเอาเหตุการณ์นี้ออก เรื่องจะยังเดินไปเหมือนเดิมไหม?”
ถ้าเอาออกแล้วแทบไม่มีอะไรเปลี่ยน เหตุการณ์นั้นอาจเป็นเพียงรายละเอียดประกอบ
แต่ถ้าเอาออกแล้วเรื่องไปต่อไม่ได้ หรือทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเปลี่ยนไปมาก แสดงว่าเหตุการณ์นั้นมีความสำคัญต่อเรื่อง
วิธีนี้ยังช่วยให้เด็กมองเห็นอีกด้วยว่า บางเหตุการณ์ที่คิดไว้แม้จะสนุก แต่ไม่ได้ช่วยให้เรื่องเดิน
เมื่อต้องทำหนังสือเล่มเล็กภายในเวลาที่กำหนด การรู้ว่าอะไรสำคัญและอะไรตัดออกได้ จึงช่วยได้มาก
อย่าสร้างปัญหาจนหาทางจบไม่ได้
เวลาฝึกเด็กคิดเรื่อง บางครั้งยิ่งถาม เด็กยิ่งสนุก
เกิดปัญหาหนึ่ง
แล้วเพิ่มอีกปัญหาหนึ่ง
มีตัวละครใหม่เข้ามา
เกิดเหตุการณ์ใหม่ขึ้นอีก
เรื่องจึงค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว
การคิดได้มากไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องคอยย้อนกลับมาดูว่า
เรายังสามารถพาเรื่องนี้ไปจบได้หรือไม่
โดยเฉพาะงานหนังสือเล่มเล็กที่มีทั้งเวลาจำกัด จำนวนหน้าจำกัด และยังต้องเหลือเวลาสำหรับการวาดภาพ ระบายสี และทำรูปเล่ม
เรื่องที่คิดได้สนุกมาก แต่เขียนไม่จบ ก็ไม่ช่วยให้งานสมบูรณ์
บางครั้งการมีปัญหาหลักเพียงหนึ่งเรื่อง แล้วพัฒนาให้ชัด อาจทำให้เรื่องแข็งแรงกว่าการใส่ปัญหาหลายอย่างจนต้องรีบคลี่คลายในตอนท้าย
การคลี่คลายควรเกิดจากสิ่งที่อยู่ในเรื่อง
เมื่อสร้างปัญหาให้ตัวละครแล้ว เราต้องพาเด็กคิดต่อว่า
ปัญหานั้นจะคลี่คลายได้อย่างไร
ตรงนี้ควรระวังการหาทางจบแบบง่ายเกินไป
สมมติว่าเด็กชายพยายามตามหาเจ้าของกระเป๋ามาตลอดทั้งเรื่อง แต่พอใกล้จบกลับมีเจ้าของเดินเข้ามาพอดี แล้วทุกอย่างก็จบลงทันที
เรื่องอาจจบได้
แต่สิ่งที่ตัวละครพยายามทำมาตลอดแทบไม่มีความหมายต่อการคลี่คลายเลย
ลองเปลี่ยนเป็นว่า ระหว่างค้นหาเจ้าของ เด็กชายสังเกตเห็นของบางอย่างอยู่ในกระเป๋า
ข้อมูลเล็ก ๆ นั้นถูกพูดถึงหรือปรากฏอยู่ก่อนแล้ว
เมื่อมีคนมาอ้างว่าเป็นเจ้าของ เด็กจึงใช้ข้อมูลนั้นตรวจสอบ จนพบว่าใครคือเจ้าของตัวจริง
แบบนี้สิ่งที่เกิดขึ้นตอนจบไม่ได้โผล่มาช่วยตัวละครโดยไม่มีที่มา
แต่เกิดจาก สิ่งที่เรื่องวางเอาไว้ก่อนหน้า
คนอ่านจึงรู้สึกว่าการคลี่คลายนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องจริง ๆ
ให้ตัวละครมีส่วนแก้ปัญหาของตัวเอง
อีกเรื่องหนึ่งที่ควรสังเกตเวลาฝึกเด็กคือ
ใครเป็นคนทำให้ปัญหาคลี่คลาย?
หากตลอดเรื่องตัวละครพยายามคิด พยายามแก้ปัญหา แต่สุดท้ายมีผู้ใหญ่มาจัดการทุกอย่างให้จนจบ ตัวละครหลักอาจดูเหมือนไม่ได้ทำอะไรกับเรื่องของตัวเองมากนัก
ไม่ได้หมายความว่าในเรื่องเด็กจะขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ไม่ได้
ในหลายสถานการณ์ การขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ต่างหากที่เป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม
แต่ควรให้เราเห็นว่า ตัวละครเป็นผู้คิดและเลือกว่าจะทำอย่างไร
เช่น เด็กอาจรู้ว่าตัวเองไม่สามารถตรวจสอบเจ้าของกระเป๋าได้เพียงลำพัง จึงตัดสินใจนำกระเป๋าไปให้ครูหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วย
ตรงนี้ผู้ใหญ่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้
แต่การพาเรื่องมาถึงจุดนั้น เกิดจากการตัดสินใจของตัวละครเอง
กลับไปดูแก่นเรื่องอีกครั้ง
เมื่อปัญหาเริ่มคลี่คลาย อย่าเพิ่งมองเพียงว่า
“เรื่องจบหรือยัง?”
ลองย้อนกลับไปดูสิ่งที่เราวางไว้ตั้งแต่เริ่มต้นด้วยว่า
เรื่องนี้ต้องการบอกอะไร
ถ้าแก่นของเรื่องคือความซื่อสัตย์
เราไม่จำเป็นต้องให้ตัวละครพูดตอนจบว่า
“เราทุกคนควรเป็นคนซื่อสัตย์”
เพราะถ้าเหตุการณ์ทั้งหมดทำให้คนอ่านเห็นว่า เด็กคนหนึ่งพบเงินที่ไม่ใช่ของตัวเอง มีโอกาสเก็บไว้ได้ แต่เลือกพยายามตามหาเจ้าของจนคืนได้สำเร็จ
สิ่งที่เด็กทำมาตลอดเรื่องก็พูดแทนคำสอนนั้นอยู่แล้ว
แก่นเรื่องที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องถูกเขียนออกมาเป็นประโยคสอนใจเสมอไป
บางครั้งให้คนอ่านมองเห็นผ่านการกระทำของตัวละคร จะเป็นธรรมชาติกว่า
ลองถามเด็กก่อนเดินต่อ
เมื่อวางจุดสำคัญและการคลี่คลายแล้ว ลองให้เด็กเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นอีกครั้ง
แล้วช่วยกันดูว่า
เหตุการณ์ไหนสำคัญที่สุด?
ตรงไหนทำให้ตัวละครต้องตัดสินใจ?
การตัดสินใจนั้นทำให้เกิดอะไรตามมา?
ปัญหาคลี่คลายเพราะอะไร?
สิ่งที่ใช้แก้ปัญหาเคยมีที่มาหรือปูไว้ก่อนหรือไม่?
ตัวละครมีส่วนทำให้ปัญหาคลี่คลายหรือเปล่า?
และเมื่อเรื่องจบแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นยังสัมพันธ์กับแก่นเรื่องที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรกหรือไม่?
ถ้าเด็กสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ เรื่องที่เคยเป็นเพียงโครงคร่าว ๆ จะเริ่มแน่นขึ้น
เราจะรู้แล้วว่า ตรงไหนคือเหตุการณ์สำคัญ ตรงไหนควรขยาย และเรื่องจะเดินไปสู่ตอนจบอย่างไร
แต่ก่อนจะเขียนเรื่องฉบับเต็ม ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เรื่องที่อยู่ในความคิดเริ่มมีภาพขึ้นมา
นั่นคือการพาเด็กมองว่า
เหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ไหน รอบตัวละครมีอะไร และเราจะเขียนอย่างไรให้คนอ่านมองเห็นเหตุการณ์นั้นไปพร้อมกับเรา
บทต่อไปจึงจะเข้าสู่เรื่อง “ฉากและการบรรยาย เขียนอย่างไรให้คนอ่านเห็นภาพ”.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
ใช้คำสุภาพนะคะ