จากแก่นเรื่องสู่ตัวละคร : ใครจะเป็นคนพาเรื่องเดิน
เมื่อเด็กตีโจทย์ได้และมองเห็นแก่นของเรื่องแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำให้ความคิดที่ยังเป็นนามธรรมเริ่มมีชีวิตขึ้นมา
สิ่งที่จะทำหน้าที่นั้นก็คือ “ตัวละคร”
หากแก่นเรื่องคือความกตัญญู เราต้องมีใครสักคนแสดงให้ผู้อ่านมองเห็นความกตัญญูนั้น หากเป็นเรื่องความซื่อสัตย์ ก็ต้องมีตัวละครที่พบกับสถานการณ์ซึ่งทำให้ต้องเลือกว่าจะซื่อสัตย์หรือไม่
ดังนั้น ตัวละครในหนังสือเล่มเล็กจึงไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อให้เรื่องมี “คน” หรือมีภาพสำหรับวาดประกอบ แต่ตัวละครต้องมีหน้าที่ในการพาเรื่องเดินตั้งแต่ต้นจนจบ
เริ่มจากคำถามง่ายที่สุด — เรื่องนี้เป็นเรื่องของใคร
ก่อนคิดชื่อ หน้าตา เสื้อผ้า หรือรายละเอียดอื่น ลองให้เด็กตอบคำถามนี้ก่อน
“เรื่องนี้เป็นเรื่องของใคร?”
ตัวละครหลักอาจเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ สัตว์ สิ่งของ หรือแม้แต่ตัวละครที่เกิดจากจินตนาการก็ได้ ขึ้นอยู่กับโจทย์และลักษณะของเรื่อง
สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าตัวละครต้องแปลกใหม่ที่สุด แต่ต้อง เหมาะกับเรื่องที่กำลังจะเล่า
หากเรื่องต้องการสื่อเรื่องการรับผิดชอบต่อการใช้สื่อออนไลน์ ตัวละครวัยเรียนอาจทำให้สร้างเหตุการณ์ได้เป็นธรรมชาติ
หากเป็นนิทานเกี่ยวกับความสามัคคี การใช้สัตว์หลายชนิดที่มีลักษณะแตกต่างกันก็อาจช่วยให้เด็กสร้างเรื่องและภาพประกอบได้สนุกขึ้น
ตัวละครจึงควรเกิดขึ้นจากความต้องการของเรื่อง ไม่ใช่สร้างตัวละครขึ้นมาก่อนแล้วพยายามบังคับเรื่องให้เดินตามตัวละครนั้นเสมอไป
ตัวละครหลักควร “ต้องการอะไร” สักอย่าง
เรื่องจะเริ่มเดินได้ง่ายขึ้นเมื่อตัวละครมีความต้องการหรือมีบางสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จ
เด็กคนหนึ่งอยากชนะการแข่งขัน
ลูกนกอยากช่วยแม่
เด็กหญิงอยากแก้ไขความผิดที่ตัวเองทำ
กลุ่มเพื่อนต้องการช่วยโรงเรียน
เด็กคนหนึ่งต้องตัดสินใจว่าจะคืนของที่เก็บได้หรือเก็บไว้กับตัวเอง
เมื่อเรารู้ว่าตัวละครต้องการอะไร คำถามต่อมาก็จะเกิดขึ้นเองว่า
แล้วอะไรทำให้เขาไม่ได้สิ่งนั้นมาง่าย ๆ?
ตรงนี้เองที่เรื่องเริ่มมีเหตุการณ์และปัญหาเกิดขึ้น
ตัวละครที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีพร้อมตั้งแต่หน้าแรก
โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องการสื่อคุณธรรมหรือข้อคิด หากสร้างตัวละครให้เป็นคนดีสมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้นจนจบ บางครั้งเรื่องอาจไม่มีพื้นที่ให้ตัวละครเรียนรู้อะไรเลย
ลองคิดต่างออกไป
เด็กที่ยังไม่รู้จักแบ่งปัน อาจได้พบเหตุการณ์ที่ทำให้เข้าใจการแบ่งปัน
คนที่เคยพูดโกหก อาจต้องเผชิญผลจากคำโกหกของตนเอง
เด็กที่ไม่รับผิดชอบ อาจพบว่าสิ่งที่ตัวเองละเลยส่งผลกระทบต่อคนอื่น
เมื่อเหตุการณ์ทำให้ตัวละคร คิด ตัดสินใจ เรียนรู้ หรือเปลี่ยนแปลง ข้อคิดจะเกิดขึ้นจากเนื้อเรื่องโดยธรรมชาติ มากกว่าการให้ตัวละครกล่าวคำสอนยาว ๆ ในตอนท้าย
จำนวนตัวละครไม่จำเป็นต้องมาก
หนังสือเล่มเล็กมีพื้นที่และเวลาในการสร้างจำกัด การมีตัวละครจำนวนมากไม่ได้ทำให้เรื่องดีขึ้นเสมอไป
ยิ่งมีตัวละครมาก เด็กยิ่งต้องอธิบายว่าแต่ละคนคือใคร มีหน้าที่อะไร และเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อย่างไร นอกจากทำให้เนื้อเรื่องยาวขึ้นแล้ว ยังเพิ่มภาระในการออกแบบและวาดตัวละครซ้ำในแต่ละฉากอีกด้วย
จึงควรเริ่มจากคำถามว่า
ตัวละครคนนี้จำเป็นต่อเรื่องหรือไม่?
ถ้าตัดออกแล้วเรื่องยังดำเนินได้เหมือนเดิม ตัวละครนั้นอาจไม่จำเป็นต้องมี
หลักง่าย ๆ คือ มีเท่าที่เรื่องต้องใช้
ตัวละครแต่ละช่วงชั้นไม่จำเป็นต้องซับซ้อนเท่ากัน
หลักการสร้างตัวละครยังคงเหมือนกันตั้งแต่ ป.4–6 จนถึง ม.4–6 แต่ระดับความลึกสามารถเปลี่ยนไปตามวัยได้
ในระดับ ป.4–6 ตัวละครควรเข้าใจง่าย มีความต้องการและปัญหาชัดเจน เด็กสามารถมองเห็นเหตุและผลของการกระทำได้ไม่ซับซ้อนมาก
ระดับ ม.1–3 สามารถเพิ่มความขัดแย้งทางความคิดและสถานการณ์ร่วมสมัยเข้าไปได้ ตัวละครอาจไม่ได้เลือกระหว่าง “ถูก” กับ “ผิด” อย่างง่าย ๆ แต่อาจต้องคิดถึงผลที่จะเกิดกับตัวเองและผู้อื่น
ส่วนระดับ ม.4–6 สามารถสร้างตัวละครที่มีเหตุผล ความเชื่อ หรือความขัดแย้งภายในมากขึ้น ตัวละครอาจต้องเผชิญทางเลือกที่ไม่มีคำตอบง่าย และการตัดสินใจของเขาสามารถสะท้อนประเด็นทางสังคมหรือแนวคิดที่ลึกขึ้นได้
จึงเป็นหลักเดียวกับการหาแก่นเรื่อง คือ
ระดับชั้นสูงขึ้น ไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนตัวละคร แต่สามารถเพิ่มความลึกของตัวละครได้
ตัวละครต้องเหมาะกับการนำไปทำเป็นภาพด้วย
หนังสือเล่มเล็กไม่ได้จบอยู่ที่ต้นฉบับเรื่อง เพราะเรื่องจะต้องถูกนำไปแบ่งฉากและสร้างภาพประกอบต่อไป
ดังนั้นในช่วงฝึก ควรให้เด็กคิดถึงความเป็นไปได้ในการนำตัวละครไปวาดด้วย
ตัวละครหลักที่มีลักษณะจำง่ายและวาดซ้ำได้ จะช่วยให้ภาพในแต่ละหน้ามีความต่อเนื่อง เด็กควรรักษาลักษณะสำคัญของตัวละคร เช่น ทรงผม เสื้อผ้า สี หรือลักษณะเด่นบางอย่างให้ใกล้เคียงกันตลอดทั้งเล่ม
เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องของศิลปะ แต่จริง ๆ แล้วเริ่มมาตั้งแต่ขั้นออกแบบตัวละคร
เพราะตัวละครหนึ่งตัวไม่ได้ปรากฏเพียงครั้งเดียว แต่จะต้องเดินทางไปกับเรื่องหลายหน้า
ครูช่วยด้วยคำถาม แต่อย่าสร้างตัวละครแทนเด็ก
ในช่วงฝึก ครูสามารถช่วยเด็กจัดระบบความคิดด้วยคำถาม เช่น
ตัวละครหลักคือใคร?
เขาเป็นคนอย่างไร?
เขาต้องการอะไร?
เขามีข้อดีหรือข้อบกพร่องอะไร?
อะไรจะเกิดขึ้นกับเขา?
เขาจะต้องตัดสินใจเรื่องอะไร?
เมื่อเรื่องจบ เขาเหมือนเดิมหรือเปลี่ยนไปอย่างไร?
ไม่จำเป็นต้องตอบทุกข้ออย่างละเอียดก่อนเริ่มเขียน แต่หากเด็กตอบคำถามสำคัญเหล่านี้ได้ ตัวละครจะเริ่มมีเหตุผลในการกระทำ และเรื่องจะเขียนง่ายขึ้นมาก
สิ่งที่ครูต้องการสร้างจึงไม่ใช่ตัวละครที่ครูคิดว่าน่าสนใจที่สุด แต่คือความสามารถของเด็กในการ สร้างตัวละครให้เหมาะกับเรื่องของตัวเอง
ก่อนผ่านตัวละครไป ลองตรวจอีกครั้ง
เมื่อได้ตัวละครแล้ว ลองย้อนกลับมาดูแก่นเรื่องที่วางไว้ก่อนหน้า
ตัวละครคนนี้สามารถพาเราไปถึงแก่นนั้นได้หรือไม่?
เขามีเหตุผลเพียงพอที่จะเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์หรือไม่?
การกระทำของเขาจะทำให้ผู้อ่านเห็นสิ่งที่เรื่องต้องการสื่อได้หรือไม่?
และที่สำคัญ ตัวละครนี้มีบางสิ่งให้ต้อง ทำ ตัดสินใจ หรือแก้ไข หรือยัง?
หากคำตอบเริ่มชัด เราก็มีทั้ง
โจทย์ → แก่นเรื่อง → ตัวละคร
แต่เพียงมีตัวละคร เรื่องก็ยังไม่เดิน
เด็กชายที่ซื่อสัตย์ยังไม่เป็นเรื่อง จนกว่าเขาจะพบเหตุการณ์ที่ ทดสอบความซื่อสัตย์
เด็กที่มีความรับผิดชอบยังไม่เป็นเรื่อง จนกว่าเขาจะมีบางสิ่งที่ ต้องรับผิดชอบ
กลุ่มเพื่อนที่รักกันยังไม่ทำให้เกิดเรื่องของความสามัคคี จนกว่าจะมีบางอย่างที่พวกเขา ไม่สามารถผ่านไปได้โดยลำพัง
ดังนั้นขั้นต่อไปจึงเป็นส่วนที่ทำให้เรื่องเริ่มเคลื่อนไหวจริง ๆ —
“สร้างปัญหาและเหตุการณ์ : ทำอย่างไรให้ตัวละครมีเรื่องให้ต้องเผชิญ”
ตรงนี้จะเป็นบทที่เริ่มเข้าสู่ โครงเรื่องอย่างแท้จริง และจะต่อกับบทตัวละครได้พอดี โดยยังไม่ต้องกระโดดไป Storyboard เร็วเกินไป.
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเขียน
หากต้องการอ่านหลักการเขียนแบบรวบรวมไว้ในเล่มเดียว
สามารถอ่าน E-book “อยากเขียนหนัสือสักเล่ม..เริ่มต้นยังไงดี” ได้ฟรีทาง MEB
📖 อ่านฟรี : อยากเขียนหนังสือสักเล่ม..เริ่มต้นยังไงดี
สำหรับผู้ที่ต้องการต่อยอดงานเขียนไปสู่การจัดทำ E-book ด้วยตนเอง
สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
ใช้คำสุภาพนะคะ