เมื่อตัวละครต้องเจอปัญหา : จุดเริ่มต้นที่ทำให้เรื่องเดิน
เมื่อเรามีแก่นเรื่องและรู้แล้วว่าใครจะเป็นตัวละครที่พาเรื่องเดิน สิ่งต่อไปที่ต้องเกิดขึ้นคือ “เหตุการณ์”
เพราะเพียงแค่มีตัวละคร ยังไม่ทำให้เกิดเรื่อง
เด็กคนหนึ่งเป็นคนซื่อสัตย์
เด็กหญิงคนหนึ่งรักคุณยาย
เพื่อนสามคนรักและช่วยเหลือกัน
เด็กคนหนึ่งชอบใช้สื่อออนไลน์
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อมูลเกี่ยวกับตัวละคร
เรื่องจะเริ่มขึ้นก็ต่อเมื่อ มีบางสิ่งเกิดขึ้นกับตัวละคร และสิ่งนั้นทำให้ตัวละครต้องทำอะไรบางอย่างต่อไป
นี่คือจุดที่ “ปัญหา” หรือ “ความขัดแย้ง” เข้ามามีบทบาทในการสร้างเรื่อง
เรื่องต้องมีบางอย่างเกิดขึ้น
ลองเปลี่ยนตัวอย่างเดิมเล็กน้อย
เด็กที่ซื่อสัตย์ เก็บกระเป๋าเงินได้ ในวันที่ตัวเองกำลังต้องการเงิน
เด็กหญิงที่รักคุณยาย ต้องเลือกระหว่างกิจกรรมสำคัญที่รอคอยมานาน กับการอยู่ดูแลคุณยายที่กำลังไม่สบาย
เพื่อนสามคนที่รักกัน ได้รับมอบหมายให้ทำงานร่วมกัน แต่ต่างคนต่างคิดว่าวิธีของตัวเองดีที่สุด
เด็กที่ใช้สื่อออนไลน์ แชร์ข้อมูลบางอย่างโดยไม่ได้ตรวจสอบ และข้อมูลนั้นทำให้เพื่อนคนหนึ่งได้รับความเสียหาย
เพียงเพิ่มเหตุการณ์เข้าไป ตัวละครก็เริ่มมีสิ่งที่ต้องเผชิญ
และทันทีที่ผู้อ่านเริ่มสงสัยว่า
เขาจะทำอย่างไรต่อไป?
เรื่องก็เริ่มเดินแล้ว
“ปัญหา” ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องร้ายแรง
เวลาพูดถึงปัญหาหรือความขัดแย้ง เด็กอาจเข้าใจว่าต้องสร้างเหตุการณ์ใหญ่ เช่น อุบัติเหตุ การทะเลาะวิวาท ภัยพิบัติ หรือเหตุการณ์รุนแรง
จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นเลย
ความขัดแย้งในเรื่องอาจเกิดจากเรื่องเล็กมากก็ได้ ขอเพียงสิ่งนั้นมีความหมายต่อตัวละคร
เด็กอยากซื้อของชิ้นหนึ่ง แต่เงินที่เก็บไว้เป็นเงินสำหรับสิ่งจำเป็น
เพื่อนสองคนเข้าใจเรื่องเดียวกันไม่เหมือนกัน
เด็กทำของที่ยืมมาจากเพื่อนเสียหาย แต่ไม่กล้ายอมรับ
ตัวละครได้รับสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่การได้สิ่งนั้นกลับทำให้คนอื่นเดือดร้อน
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ ปัญหาต้องใหญ่เพียงใด แต่คือปัญหานั้นทำให้ตัวละครต้องคิด ตัดสินใจ หรือกระทำบางอย่างหรือไม่
ความขัดแย้งคือแรงที่ผลักให้เรื่องไปข้างหน้า
หากไม่มีสิ่งใดขัดขวางตัวละคร เรื่องอาจจบลงอย่างรวดเร็ว
ตัวละครอยากทำอะไร → ทำสำเร็จ → จบ
เรื่องลักษณะนี้อาจมีเหตุการณ์ แต่ยังไม่ค่อยสร้างความรู้สึกอยากติดตาม
ลองเพิ่มสิ่งขัดขวางเข้าไป
ตัวละครต้องการบางอย่าง → มีอุปสรรค → พยายามจัดการ → เกิดผลจากการกระทำ → ต้องตัดสินใจอีกครั้ง → เรื่องเปลี่ยนแปลง
เพียงเท่านี้เราก็เริ่มเห็นโครงสร้างของเรื่องเกิดขึ้นแล้ว
ความขัดแย้งจึงไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้เรื่องวุ่นวาย แต่ทำหน้าที่เป็น แรงผลักให้ตัวละครต้องเคลื่อนไหว
ปัญหาควรสัมพันธ์กับแก่นเรื่อง
จุดนี้สำคัญมาก
เราไม่ควรสร้างปัญหาขึ้นมาเพียงเพราะต้องการให้เรื่องสนุก แต่ควรย้อนกลับไปหาแก่นเรื่องที่วางไว้ตั้งแต่ต้นด้วย
หากแก่นของเรื่องคือ ความซื่อสัตย์
ปัญหาก็ควรเปิดโอกาสให้ความซื่อสัตย์ของตัวละครถูกทดสอบ
หากแก่นคือ ความรับผิดชอบ
เหตุการณ์ควรทำให้ตัวละครต้องรับผิดชอบต่อบางสิ่งหรือผลจากการกระทำของตนเอง
หากแก่นคือ ความสามัคคี
อุปสรรคควรเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวละครต้องเรียนรู้ว่าเพียงคนเดียวอาจไม่สามารถจัดการได้
เมื่อ แก่นเรื่อง–ตัวละคร–ปัญหา เชื่อมโยงกัน เรื่องจะมีทิศทาง และตอนจบก็มีโอกาสเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
แต่ถ้าปัญหาที่สร้างขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับแก่นเลย เด็กอาจต้องพยายามดึงเรื่องกลับเข้าหาหัวข้อในตอนท้าย ซึ่งมักทำให้ข้อคิดดูเหมือนถูกนำมาแปะไว้ภายหลัง
เหตุการณ์ทั่วไป กับเหตุการณ์ที่ทำให้เรื่องเดิน ไม่เหมือนกัน
จุดหนึ่งที่พบได้บ่อยในการฝึกเขียนเรื่อง คือเด็กสามารถเขียนเหตุการณ์ต่อกันได้ แต่เรื่องยังไม่เดิน
เช่น
เช้าวันหนึ่งเด็กชายต้นตื่นนอน
เขาอาบน้ำและรับประทานอาหาร
จากนั้นไปโรงเรียน
เมื่อถึงโรงเรียนเขาพบเพื่อน
ตอนเย็นจึงกลับบ้าน
ทุกอย่างที่เขียนเป็น “เหตุการณ์” จริง แต่ยังไม่มีเหตุการณ์ใดเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของตัวละคร
ลองเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย
เช้าวันหนึ่งต้นกำลังเดินไปโรงเรียน และพบกระเป๋าสตางค์ตกอยู่ข้างทาง เมื่อเปิดดูพบเงินจำนวนหนึ่ง ขณะเดียวกันวันนี้เป็นวันที่เขาต้องจ่ายเงินบางอย่างซึ่งยังหาเงินมาไม่ครบ
ทันทีที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เรื่องเปลี่ยนไป
เพราะตัวละครมีทั้ง สิ่งที่ต้องการ และ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ
จากนี้เด็กสามารถสร้างเหตุการณ์ต่อได้อีกหลายทาง
ดังนั้นในการฝึก ควรช่วยให้เด็กมองเห็นความแตกต่างระหว่าง
“สิ่งที่ตัวละครทำในแต่ละวัน”
กับ
“สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วทำให้ชีวิตของตัวละครเปลี่ยนไปจากเดิม”
อย่างหลังต่างหากที่ช่วยขับเคลื่อนเรื่อง
ความขัดแย้งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างคนกับคน
เด็กมักนึกถึงความขัดแย้งว่าเป็นการทะเลาะกัน แต่ในการสร้างเรื่อง ความขัดแย้งสามารถเกิดขึ้นได้หลายลักษณะ
อาจเป็น คนกับคน เช่น เพื่อนสองคนคิดเห็นไม่ตรงกัน
อาจเป็น คนกับสถานการณ์ เช่น ตัวละครต้องผ่านอุปสรรคหรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
อาจเป็น คนกับสังคม เช่น ตัวละครเห็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ แต่รู้ว่าสิ่งนั้นอาจไม่ถูกต้อง
และอาจเป็น ความขัดแย้งภายในตัวละครเอง เช่น รู้ว่าสิ่งใดควรทำ แต่สิ่งที่ตัวเองต้องการกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง
สำหรับเด็กเล็ก ความขัดแย้งที่เห็นได้ชัดและเข้าใจง่ายอาจเหมาะสมกว่า ส่วนเด็กที่โตขึ้นสามารถค่อย ๆ เรียนรู้ความขัดแย้งที่ซับซ้อนและต้องใช้การตัดสินใจมากขึ้น
หลักการเดียวกัน แต่เพิ่มความลึกตามช่วงชั้น
เช่นเดียวกับการหาแก่นเรื่องและสร้างตัวละคร หลักการสร้างปัญหาสามารถใช้ได้ตั้งแต่ระดับ ป.4–6 จนถึง ม.4–6 เพียงแต่ปรับระดับความซับซ้อนให้เหมาะกับวัย
ระดับ ป.4–6 อาจใช้ปัญหาที่มีเหตุและผลค่อนข้างชัด เช่น การทำผิดแล้วต้องยอมรับ การรักษาคำพูด การช่วยเหลือกัน หรือการรับผิดชอบหน้าที่
ระดับ ม.1–3 สามารถเชื่อมกับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน โลกออนไลน์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม หรือปัญหาในสังคมใกล้ตัว และเริ่มให้ตัวละครพบทางเลือกที่ต้องคิดมากขึ้น
ระดับ ม.4–6 สามารถเพิ่มความขัดแย้งทางความคิด คุณค่า ผลประโยชน์ส่วนตัวกับส่วนรวม หรือสถานการณ์ที่ไม่มีคำตอบแบบถูกหรือผิดเพียงด้านเดียว
สิ่งสำคัญคือ อย่าทำเรื่องให้ยากเพียงเพราะเด็กอยู่ระดับสูงขึ้น
ความลึกไม่ได้อยู่ที่จำนวนปัญหา แต่อยู่ที่สิ่งที่ตัวละครต้องคิดและตัดสินใจเมื่อเผชิญกับปัญหานั้น
อย่าใส่ปัญหามากจนเรื่องควบคุมไม่ได้
เมื่อเด็กเริ่มสนุกกับการคิดเรื่อง บางครั้งปัญหาหนึ่งยังไม่ทันคลี่คลายก็เพิ่มอีกปัญหา แล้วเพิ่มตัวละครใหม่เข้ามาอีก จนเรื่องขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับหนังสือเล่มเล็ก โดยเฉพาะงานที่ต้องทำภายในเวลาจำกัด เรื่องควรมีขนาดที่สามารถควบคุมได้
ปัญหาหลักที่ชัดเจนหนึ่งเรื่อง แล้วมีเหตุการณ์ย่อยที่เกิดจากปัญหานั้นอย่างมีเหตุผล มักเพียงพอที่จะสร้างเรื่องที่สมบูรณ์ได้
เพราะหลังจากเขียนเรื่อง เด็กยังต้องแบ่งฉาก วาง Storyboard เขียนข้อความ วาดภาพ ระบายสี และประกอบรูปเล่ม
เรื่องที่คิดได้ดี แต่ทำไม่เสร็จ ย่อมไม่ตอบโจทย์ของงานที่มีเวลาจำกัด
ครูช่วยเด็กได้ด้วยการถามว่า “แล้วเกิดอะไรขึ้น?”
ระหว่างการฝึก ครูไม่จำเป็นต้องคิดปัญหาให้เด็ก แต่สามารถช่วยกระตุ้นกระบวนการคิดด้วยคำถาม
ตัวละครต้องการอะไร?
อะไรขวางไม่ให้เขาได้สิ่งนั้นง่าย ๆ?
ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เขาจะทำอย่างไร?
การกระทำของเขาทำให้เกิดอะไรตามมา?
เขาต้องตัดสินใจอะไร?
ปัญหานี้สัมพันธ์กับแก่นเรื่องหรือไม่?
และคำถามที่เรียบง่ายแต่ใช้ได้ดีมากคือ
“แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ?”
เมื่อเด็กตอบคำถามนี้ได้อย่างมีเหตุและผลซ้ำไปเรื่อย ๆ เหตุการณ์ต่าง ๆ จะเริ่มเชื่อมต่อกัน และเรื่องจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น
ก่อนเดินต่อ ลองมองเรื่องที่เรามีอยู่
ถึงตรงนี้ เด็กควรเริ่มมองเห็นองค์ประกอบสำคัญแล้วว่า
โจทย์ให้อะไรมา → เราต้องการสื่ออะไร → ใครเป็นตัวละคร → ตัวละครต้องการอะไร → เกิดปัญหาอะไรขึ้น → ตัวละครต้องทำอะไรต่อ
แต่การมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ยังไม่ได้หมายความว่าเรื่องจะสมบูรณ์
เพราะต่อจากนี้เราต้องนำเหตุการณ์ทั้งหมดมา จัดลำดับ
เหตุการณ์ใดควรเกิดก่อน
เหตุการณ์ใดเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา
เหตุการณ์ใดทำให้สถานการณ์หนักขึ้น
ตรงไหนคือจุดสำคัญที่สุดของเรื่อง
และจะพาเรื่องไปจบอย่างไร
นี่คือขั้นที่ความคิดซึ่งกระจัดกระจายจะเริ่มกลายเป็น โครงเรื่อง
ดังนั้นบทต่อไปจึงควรเป็น
“จากเหตุการณ์สู่โครงเรื่อง : จัดต้น–กลาง–จบ ให้เรื่องเดินอย่างมีเหตุผล”
เมื่อเด็กวางโครงนี้ได้ เรื่องก็จะเข้าใกล้จุดที่สามารถนำไปแบ่งฉากและสร้าง Storyboard ได้อีกขั้นหนึ่ง
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเขียน
หากต้องการอ่านหลักการเขียนแบบรวบรวมไว้ในเล่มเดียว
สามารถอ่าน E-book “อยากเขียนหนัสือสักเล่ม..เริ่มต้นยังไงดี” ได้ฟรีทาง MEB
📖 อ่านฟรี : อยากเขียนหนังสือสักเล่ม..เริ่มต้นยังไงดี
สำหรับผู้ที่ต้องการต่อยอดงานเขียนไปสู่การจัดทำ E-book ด้วยตนเอง
สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
ใช้คำสุภาพนะคะ