หน้าแรก

▼

กลับหน้าแรก

▼

กลับหน้าแรก

▼

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2569

บทสนทนา ช่วยให้ตัวละครมีชีวิตและพาเรื่องเดินต่อ



บทสนทนา ช่วยให้ตัวละครมีชีวิตและพาเรื่องเดินต่อ

จากบทความก่อน เราพูดถึงการสร้างฉากและการบรรยายให้คนอ่านมองเห็นว่า ตัวละครอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร และมีสิ่งใดเกิดขึ้นรอบตัว

แต่ในเรื่องหนึ่งเรื่อง หากมีเพียงผู้เขียนเป็นคนเล่าอยู่ตลอด ตัวละครอาจยังดูห่างจากคนอ่าน

อีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เราได้ยินความคิด เห็นนิสัย และเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวละครมากขึ้นก็คือ บทสนทนา

บทสนทนาไม่จำเป็นต้องมีมาก และไม่ใช่ทุกเหตุการณ์ที่ตัวละครต้องพูด

สิ่งสำคัญคือ เมื่อให้ตัวละครพูด คำพูดนั้นควรมีหน้าที่บางอย่างในเรื่อง

ก่อนเขียนบทสนทนา ลองถามว่าต้องการให้ตัวละครพูดเพื่ออะไร

เด็กบางคนเมื่อเริ่มเขียนบทสนทนา จะสนุกกับการให้ตัวละครพูดโต้ตอบกัน

“สวัสดี”
“สวัสดี”
“เธอจะไปไหน”
“ฉันจะกลับบ้าน”
“วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
“ก็ดีนะ”

บทสนทนาแบบนี้เกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง แต่หากตัดออกแล้วเรื่องยังดำเนินต่อไปเหมือนเดิม ก็อาจไม่จำเป็นต้องใส่ทั้งหมด

ก่อนเขียน ลองถามง่าย ๆ ว่า

ประโยคนี้ช่วยอะไรเรื่องของเรา?

คำพูดอาจช่วยให้ข้อมูล
ทำให้เกิดปัญหา
แสดงความรู้สึก
ทำให้ตัวละครตัดสินใจ
หรือพาไปสู่เหตุการณ์ต่อไป

ถ้าคำพูดทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง บทสนทนานั้นก็เริ่มมีเหตุผลที่จะอยู่ในเรื่อง

ใช้คำพูดเพื่อเปิดสิ่งที่การบรรยายยังไม่ได้บอก

ลองกลับไปที่เรื่องเด็กชายพบกระเป๋าเงิน

หากเขียนว่า

เด็กชายกำลังตรวจดูสิ่งของในกระเป๋าเพื่อหาเจ้าของ ขณะนั้นชายคนหนึ่งเดินเข้ามาและบอกว่ากระเป๋าเป็นของเขา

เราเข้าใจเหตุการณ์ได้แล้ว

แต่ถ้าให้ชายคนนั้นพูดว่า

“หนู กระเป๋าใบนั้นของลุงเอง ส่งมาให้ลุงเถอะ”

เหตุการณ์จะให้ความรู้สึกต่างออกไปทันที

เพราะคำพูดทำให้เด็กต้องเผชิญกับสถานการณ์ตรงหน้า และทำให้คนอ่านเริ่มสงสัยไปพร้อมกับตัวละครว่า

ชายคนนี้เป็นเจ้าของจริงหรือไม่?

จากนั้นเด็กอาจถามกลับว่า

“ในกระเป๋ามีอะไรอยู่บ้างครับ?”

เพียงบทสนทนาสั้น ๆ ก็ช่วยให้เรื่องเดินต่อ โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายยาว

คำพูดควรเหมาะกับคนที่พูด

ตัวละครแต่ละคนไม่จำเป็นต้องพูดเหมือนกัน

เด็กพูดกับเพื่อน อาจใช้คำแบบหนึ่ง
พูดกับครู อาจใช้อีกแบบหนึ่ง
พูดกับคุณยาย อาจมีน้ำเสียงอีกอย่างหนึ่ง

ตรงนี้ไม่จำเป็นต้องทำให้ซับซ้อน เพียงให้เด็กลองนึกว่า

“ถ้าเป็นคนคนนี้จริง ๆ เขาจะพูดแบบนี้หรือไม่?”

หากตัวละครเป็นเด็กเล็ก แต่พูดด้วยประโยคยาวและใช้ถ้อยคำเหมือนผู้ใหญ่ตลอดเวลา คนอ่านอาจรู้สึกว่าคำพูดไม่เป็นธรรมชาติ

การเขียนบทสนทนาจึงไม่ได้อยู่ที่การใช้คำสวย แต่ควรทำให้คนอ่านรู้สึกว่า นี่คือคำที่ตัวละครคนนั้นน่าจะพูดจริง

ไม่ต้องให้ตัวละครพูดทุกอย่างที่คิด

อีกสิ่งหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ การใช้บทสนทนาเพื่ออธิบายข้อมูลให้คนอ่านมากเกินไป

เช่น

“เมื่อเช้าฉันเดินออกจากบ้านเวลาเจ็ดโมง แล้วเดินผ่านโรงเรียน จากนั้นฝนก็ตก และฉันก็พบกระเป๋าใบนี้อยู่ริมถนน”

หากเหตุการณ์เหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้นและคนอ่านรู้อยู่แล้ว ตัวละครก็ไม่จำเป็นต้องพูดซ้ำทั้งหมด

บางครั้งประโยคสั้น ๆ อย่าง

“ผมเก็บได้ตรงถนนหน้าโรงเรียนครับ”

ก็เพียงพอ

หลักง่าย ๆ คือ

สิ่งใดคนอ่านรู้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ตัวละครพูดซ้ำ เพียงเพื่อบอกข้อมูลเดิมอีกครั้ง

พื้นที่ที่เหลือควรนำไปใช้กับสิ่งที่จะทำให้เรื่องเดินต่อมากกว่า

คำพูดกับการกระทำควรไปด้วยกัน

บทสนทนาจะเห็นภาพมากขึ้น หากตัวละครไม่ได้ยืนพูดอย่างเดียว

แทนที่จะเขียนว่า

“กระเป๋านี้เป็นของลุง” ชายคนนั้นพูด

เราอาจเขียนว่า

ชายคนนั้นรีบเดินเข้ามา พลางยื่นมือไปทางกระเป๋า

“กระเป๋านี้เป็นของลุง ส่งมาให้ลุงเถอะ”

ตอนนี้คนอ่านไม่ได้ยินเพียงคำพูด แต่ยังเห็นการกระทำของตัวละครด้วย

หรือเมื่อเด็กยังไม่แน่ใจ

เด็กชายขยับกระเป๋าเข้ามาใกล้ตัว

“ลุงจำได้ไหมครับว่าในกระเป๋ามีอะไรอยู่บ้าง?”

เราไม่จำเป็นต้องเขียนว่าเด็กชาย “สงสัยและระมัดระวัง” โดยตรง เพราะการกระทำและคำพูดช่วยบอกความรู้สึกนั้นแล้ว

นี่เป็นจุดที่ ฉาก การบรรยาย การกระทำ และบทสนทนาเริ่มทำงานร่วมกัน

บทสนทนาไม่จำเป็นต้องยาว

สำหรับหนังสือเล่มเล็ก โดยเฉพาะงานที่มีพื้นที่จำกัด บทสนทนายาวมากอาจกินพื้นที่ของเนื้อเรื่องและภาพประกอบ

เด็กจึงควรฝึกเลือกเฉพาะประโยคสำคัญ

ลองอ่านบทสนทนาที่เขียนไว้ แล้วถามทีละประโยคว่า

ถ้าตัดประโยคนี้ออก คนอ่านยังเข้าใจหรือไม่?

ถ้ายังเข้าใจ และเรื่องไม่ได้เสียอะไร ประโยคนั้นอาจไม่จำเป็น

แต่ถ้าตัดแล้วเราไม่รู้ว่าตัวละครตัดสินใจอะไร ไม่รู้ข้อมูลสำคัญ หรือเหตุการณ์ต่อไปเกิดขึ้นเพราะอะไร ประโยคนั้นก็ควรเก็บไว้

วิธีนี้ช่วยให้บทสนทนากระชับขึ้นโดยไม่ต้องกำหนดตายตัวว่า ในหนึ่งหน้าควรมีคำพูดกี่ประโยค

ลองอ่านออกเสียง

หลังจากเขียนบทสนทนาแล้ว วิธีตรวจง่ายที่สุดอย่างหนึ่งคือ ลองอ่านออกเสียง

บางประโยคเมื่อมองด้วยตาอาจดูปกติ แต่เมื่อพูดออกมาแล้วกลับรู้สึกยาว แข็ง หรือไม่เหมือนคำที่คนทั่วไปใช้พูดกัน

ลองให้เด็กอ่านเป็นตัวละครของตัวเอง

ถ้าพูดแล้วติดขัด อาจลองตัดคำบางคำออก

ถ้าประโยคยาวจนต้องหยุดหายใจหลายครั้ง อาจแบ่งให้สั้นลง

ถ้าฟังแล้วไม่เหมือนเด็กพูด ก็ลองเปลี่ยนเป็นคำที่เด็กใช้จริง

การอ่านออกเสียงจึงช่วยตรวจบทสนทนาได้ง่ายกว่าการมองเพียงตัวหนังสือ

ใช้เท่าที่เรื่องต้องการ

เรื่องบางเรื่องอาจมีบทสนทนามาก เพราะตัวละครต้องพูดคุยและตัดสินใจร่วมกัน

บางเรื่องอาจมีเพียงไม่กี่ประโยค เพราะเหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำ

ทั้งสองแบบไม่ผิด

ไม่จำเป็นต้องพยายามใส่บทสนทนาเพราะคิดว่าหนังสือเล่มเล็กทุกเรื่องต้องมีตัวละครพูดจำนวนมาก

ให้กลับไปดูเรื่องของเรา แล้วถามว่า

ตรงไหนควรให้ผู้เขียนเล่า?
ตรงไหนควรให้ภาพช่วยเล่า?
และตรงไหนควรปล่อยให้ตัวละครเป็นคนพูดเอง?

เมื่อสามส่วนนี้ทำงานร่วมกัน เรื่องจะกระชับและมีชีวิตขึ้นโดยไม่ต้องใช้ข้อความมากเกินไป

เมื่อมาถึงตรงนี้ เรามีทั้งโครงเรื่อง เหตุการณ์สำคัญ การคลี่คลาย ฉาก การบรรยาย และบทสนทนาแล้ว

แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นส่วนที่เราค่อย ๆ สร้างขึ้นทีละชิ้น

ขั้นต่อไปจึงถึงเวลานำสิ่งเหล่านี้มารวมกัน และลองเขียนเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบเป็นครั้งแรก

ยังไม่ต้องเขียนให้สวยที่สุด
ยังไม่ต้องแก้ทุกคำให้สมบูรณ์
และยังไม่ต้องกังวลว่าฉบับแรกจะดีพอหรือไม่

เพราะหน้าที่ของขั้นต่อไปมีเพียงอย่างเดียวก่อน คือ

เขียนเรื่องฉบับร่างให้จบทั้งเรื่อง

แล้วเราจึงค่อยกลับมาอ่าน ตัด เติม และปรับให้ดีขึ้นในขั้นต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ใช้คำสุภาพนะคะ