ฉากและการบรรยาย เขียนอย่างไรให้คนอ่านเห็นภาพ
จากบทความก่อน เราพาเรื่องมาถึงจุดที่ตัวละครพบปัญหา ต้องตัดสินใจ และค่อย ๆ พาเหตุการณ์ไปสู่การคลี่คลาย
เมื่อเส้นทางของเรื่องเริ่มชัดแล้ว ขั้นต่อไปคือทำให้สิ่งที่อยู่ในความคิดของเด็ก กลายเป็นภาพที่คนอ่านมองเห็นตามได้
เพราะคนเขียนรู้ทุกอย่างที่อยู่ในหัวของตัวเอง
รู้ว่าตัวละครอยู่ที่ไหน
รู้ว่ารอบตัวมีอะไร
รู้ว่าฝนกำลังตกหรือแดดกำลังออก
รู้ว่าตัวละครกำลังกลัว ดีใจ หรือลังเล
แต่คนอ่านไม่รู้
สิ่งที่คนอ่านจะเห็น มีเพียงสิ่งที่ผู้เขียนเลือกเล่าออกมาเท่านั้น
ฉากไม่ใช่เพียงสถานที่
เมื่อพูดถึงคำว่า “ฉาก” เด็กมักนึกถึงสถานที่ก่อน
บ้าน
โรงเรียน
สวนสาธารณะ
ตลาด
ริมแม่น้ำ
สถานที่เป็นส่วนหนึ่งของฉาก แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมด
ลองนึกถึงโรงเรียนแห่งเดียวกัน
โรงเรียนตอนเช้าที่เด็กกำลังเดินเข้าห้องเรียน กับโรงเรียนตอนเย็นหลังฝนตกและทุกคนกลับบ้านไปหมดแล้ว ให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน
สถานที่เดียวกันจึงสามารถสร้างบรรยากาศของเรื่องได้หลายแบบ
เวลาฝึกเด็ก อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ
เหตุการณ์นี้เกิดที่ไหน?
เกิดขึ้นช่วงเวลาใด?
รอบตัวละครมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บ้าง?
เพียงเท่านี้ เด็กก็เริ่มมองเห็นฉากของตัวเองชัดขึ้นแล้ว
ไม่ต้องบอกทุกอย่างที่มองเห็น
เมื่อบอกให้เด็กบรรยายฉาก สิ่งหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นคือ เด็กพยายามเขียนทุกอย่างที่อยู่ในสถานที่นั้น
มีต้นไม้สามต้น
มีโต๊ะหนึ่งตัว
มีเก้าอี้สี่ตัว
มีกระถางดอกไม้
มีหน้าต่าง
มีประตู
มีนาฬิกาอยู่บนผนัง
รายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้ผิด
แต่ถ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ คนอ่านอาจได้รับข้อมูลมากขึ้นโดยที่เรื่องไม่ได้เดินไปไหน
ลองเลือกเฉพาะสิ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจเหตุการณ์
ตัวอย่างเช่น
“หลังเลิกเรียน เด็กชายเดินออกจากประตูโรงเรียน ถนนด้านหน้าเงียบลงแล้ว หลังฝนเพิ่งหยุด เขาเห็นกระเป๋าสีน้ำตาลใบหนึ่งตกอยู่ข้างทาง”
เราไม่จำเป็นต้องบอกว่าบริเวณนั้นมีต้นไม้กี่ต้น หรืออาคารโรงเรียนทาสีอะไร
แต่คำว่า หลังเลิกเรียน ถนนเงียบ หลังฝนหยุด และกระเป๋าตกอยู่ข้างทาง เพียงไม่กี่อย่าง ก็ช่วยให้คนอ่านเริ่มเห็นภาพของเหตุการณ์ได้
การบรรยายจึงไม่ใช่การใส่รายละเอียดให้มาก แต่เป็นการเลือกรายละเอียดที่ควรให้คนอ่านเห็น
ให้ตัวละครทำอะไรบางอย่างในฉาก
อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้การบรรยายไม่กลายเป็นข้อความนิ่ง ๆ คือ อย่าแยกฉากออกจากตัวละครมากเกินไป
แทนที่จะเขียนว่า
“ถนนเปียก มีแอ่งน้ำอยู่หลายแห่ง อากาศเย็นและมีลมพัด”
อาจให้ตัวละครเข้าไปอยู่ในสิ่งเหล่านั้น
“เด็กชายก้าวหลบแอ่งน้ำข้างทาง ลมเย็นหลังฝนพัดเสื้อนักเรียนที่ยังชื้นอยู่เล็กน้อย”
ภาพที่ได้ยังคงเป็นถนนหลังฝนตก
แต่คราวนี้มีตัวละครอยู่ในภาพ และเรื่องยังเคลื่อนไปพร้อมกับการบรรยาย
สำหรับเด็กที่กำลังฝึกเขียน วิธีนี้ช่วยได้มาก เพราะไม่ต้องหยุดเรื่องเพื่อเขียนคำบรรยายยาว ๆ
ความรู้สึกไม่จำเป็นต้องบอกตรง ๆ ทุกครั้ง
เด็กมักเขียนความรู้สึกของตัวละครตรง ๆ เช่น
เขาดีใจมาก
เขากลัวมาก
เขาตกใจมาก
เขารู้สึกลังเล
ใช้ได้ และบางครั้งก็เป็นวิธีที่ชัดเจนที่สุด
แต่เมื่อเด็กเริ่มเขียนได้คล่องขึ้น เราอาจลองชวนให้คิดต่อว่า
ถ้าไม่ใช้คำว่า “กลัว” จะทำให้คนอ่านรู้ได้อย่างไรว่าตัวละครกำลังกลัว?
เช่น
“เด็กชายหยุดเดิน มือที่ถือกระเป๋าแน่นขึ้น เมื่อชายแปลกหน้าเดินตรงเข้ามาหา”
เราไม่ได้เขียนคำว่า “กลัว” เลย
แต่คนอ่านอาจเริ่มรู้สึกถึงความระวังหรือความไม่แน่ใจของตัวละครได้จากสิ่งที่เขาทำ
นี่ไม่ใช่กฎว่าห้ามเขียนบอกความรู้สึกตรง ๆ
แต่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้ว่า การกระทำของตัวละครก็สามารถเล่าความรู้สึกได้
ภาพกับข้อความควรช่วยกันเล่าเรื่อง
สำหรับหนังสือเล่มเล็ก มีสิ่งหนึ่งที่ต่างจากการเขียนเรื่องทั่วไป คือเรายังมี ภาพประกอบ มาช่วยเล่าเรื่องด้วย
ดังนั้นทุกสิ่งที่อยู่ในภาพ ไม่จำเป็นต้องเขียนซ้ำทั้งหมดในข้อความ
ถ้าภาพแสดงให้เห็นชัดว่าเด็กกำลังยืนอยู่หน้าโรงเรียนหลังฝนตก มีแอ่งน้ำและกระเป๋าวางอยู่ข้างทาง ข้อความอาจไม่ต้องบรรยายสิ่งเหล่านี้ซ้ำทุกอย่าง
พื้นที่ของข้อความสามารถนำไปเล่าสิ่งที่ภาพบอกไม่ได้
เช่น ตัวละครกำลังคิดอะไร
ทำไมจึงหยุด
กำลังลังเลเรื่องอะไร
หรือเหตุการณ์กำลังจะพาไปทางไหน
ในทางกลับกัน ภาพก็สามารถรับหน้าที่เล่ารายละเอียดบางอย่างแทนข้อความได้
เมื่อสองส่วนช่วยกันทำงาน หนังสือจะไม่เต็มไปด้วยคำบรรยายที่ไม่จำเป็น
อย่าเพิ่งกังวลกับคำสวย
เวลาฝึกเขียน เด็กบางคนหยุดอยู่กับประโยคหนึ่งนาน เพราะพยายามหาคำที่สวยที่สุด
ตรงนี้อาจทำให้เรื่องเดินช้าโดยไม่จำเป็น
ในช่วงแรก สิ่งสำคัญกว่าคือ
เขียนให้คนอ่านเข้าใจก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น
ถ้าเด็กเขียนว่า
“ฝนหยุดแล้ว เด็กชายเดินกลับบ้านและพบกระเป๋าตกอยู่”
ประโยคนี้อาจยังธรรมดา แต่เรื่องชัด
หลังจากเขียนเรื่องจนจบแล้ว เราค่อยย้อนกลับมาดูได้ว่า ตรงไหนควรเพิ่มรายละเอียด ตรงไหนควรเปลี่ยนคำ หรือตรงไหนควรทำให้เห็นภาพมากขึ้น
เพราะถ้ามัวแต่แต่งทุกประโยคให้สวยตั้งแต่ครั้งแรก เด็กอาจยังไปไม่ถึงตอนจบเสียที
ลองถามว่า คนอ่านมองเห็นหรือยัง
เมื่อเด็กเขียนเหตุการณ์หนึ่งเสร็จ ลองไม่ถามก่อนว่า
“เขียนสวยหรือยัง?”
แต่ลองถามว่า
“ถ้าครูไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน ครูจะมองเห็นไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?”
ตัวละครอยู่ที่ไหน?
กำลังทำอะไร?
มีอะไรสำคัญอยู่รอบตัว?
คนอ่านรู้สึกถึงบรรยากาศของเหตุการณ์หรือยัง?
และรายละเอียดที่เขียนมานั้นช่วยเรื่อง หรือเป็นสิ่งที่ตัดออกได้?
คำถามเหล่านี้จะช่วยให้เด็กค่อย ๆ เรียนรู้การเลือกสิ่งที่จะเล่า
เพราะการเขียนให้เห็นภาพไม่ได้เกิดจากการใส่คำมากที่สุด
แต่เกิดจากการเลือก รายละเอียดที่พอดีและมีความหมายต่อเหตุการณ์
เมื่อเด็กเริ่มทำให้สถานที่ เหตุการณ์ และการกระทำของตัวละครปรากฏขึ้นในความคิดของคนอ่านได้แล้ว เรื่องที่อยู่บนกระดาษก็จะเริ่มมีชีวิตมากขึ้น
แต่ตัวละครยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้คนอ่านรู้จักเขาได้มากกว่าเดิม
นั่นคือ คำพูด
บทต่อไปเราจะมาดูกันว่า
บทสนทนาควรมีแค่ไหน และจะใช้คำพูดของตัวละครช่วยเล่าเรื่องให้เดินต่อได้อย่างไร

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
ใช้คำสุภาพนะคะ