หน้าแรก

▼

กลับหน้าแรก

▼

กลับหน้าแรก

▼

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569

แต่งเรื่อง 1 : ก่อนแต่งเรื่อง ต้องตีโจทย์ให้เป็น

 


ก่อนแต่งเรื่อง ต้องตีโจทย์ให้เป็น

ในการแข่งขันทำหนังสือเล่มเล็ก สิ่งแรกที่เด็กควรทำหลังได้รับโจทย์ ไม่ใช่รีบคิดชื่อเรื่อง ไม่ใช่รีบสร้างตัวละคร และยังไม่ใช่การลงมือเขียนเรื่องทันที

แต่คือ อ่านโจทย์และตีโจทย์ให้เข้าใจก่อนว่า กรรมการกำลังให้อะไรมา และเราจะต้องทำอะไรกับสิ่งที่ได้รับ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา รูปแบบของโจทย์ในการแข่งขันไม่ได้เหมือนกันทุกสนาม บางแห่งกำหนดหัวข้อมาให้โดยตรง บางแห่งกำหนดคำสำคัญหรือ Keyword ที่จะต้องนำไปใช้ในเรื่อง ขณะที่บางแห่งให้เพียงแนวคิดหรือขอบเขตกว้าง ๆ แล้วเปิดโอกาสให้เด็กนำไปสร้างเรื่องและตั้งชื่อเรื่องเอง

รูปแบบอาจเปลี่ยน แต่หลักการแรกไม่เปลี่ยน นั่นคือ

อย่าเพิ่งแต่ง จนกว่าจะรู้ว่าโจทย์ต้องการอะไร

อ่านสิ่งที่โจทย์ “ให้มา” ให้ครบก่อน

เด็กที่ได้รับการฝึกมาดี บางครั้งมีเรื่องอยู่ในหัวจำนวนมาก และนี่อาจกลายเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย

ข้อดีคือเด็กคิดเรื่องได้เร็ว

แต่ข้อเสียคือ เมื่อเห็นคำบางคำในโจทย์ เด็กอาจรีบดึงเรื่องที่เคยฝึกมาใส่ทันที จนลืมตรวจสอบว่าเรื่องนั้นตอบโจทย์จริงหรือไม่

ดังนั้นขั้นแรกควรให้เด็กหยุดและแยกสิ่งที่โจทย์ให้มาก่อน

โจทย์กำหนด หัวข้อ หรือไม่
มี คำสำคัญที่ต้องใช้ หรือไม่
มี แนวคิดหรือประเด็นที่ต้องการให้สื่อ หรือไม่
มีเงื่อนไขอะไรที่ห้ามหลุดออกจากกรอบหรือไม่

การอ่านโจทย์จึงไม่ใช่เพียงอ่านให้รู้ว่าเขียนเรื่องอะไร แต่เป็นการหา ขอบเขตของเรื่อง ก่อนเริ่มคิด

หัวข้อกับชื่อเรื่องไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

จุดนี้ควรฝึกให้เด็กแยกออกจากกันให้ชัด

สมมติได้รับหัวข้อว่า “ความกตัญญู”

คำว่า “ความกตัญญู” ยังไม่ใช่เรื่อง และไม่จำเป็นต้องกลายเป็นชื่อเรื่องด้วย

มันเป็นเพียงกรอบใหญ่ที่บอกว่า เรื่องที่กำลังจะสร้างควรพาผู้อ่านไปสัมผัสหรือเข้าใจบางสิ่งเกี่ยวกับความกตัญญู

เด็กจึงต้องคิดต่อว่า

ใครเป็นคนแสดงความกตัญญู
กตัญญูต่อใคร
เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น
อะไรทำให้เรื่องนี้มีความหมาย
และเมื่อเรื่องจบ ผู้อ่านควรรู้สึกหรือเข้าใจอะไร

ในตัวอย่างที่เราเคยทำไว้ เราแตกคำว่า “ความกตัญญู” ออกเป็นคำถาม ใคร – เกิดอะไร – อย่างไร ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาไปสู่เรื่องของเด็กชายที่ช่วยคุณยายด้วยใจ และผลที่เกิดขึ้นคือความสุข

นี่คือการเริ่ม “ตีโจทย์” ไม่ใช่การแต่งเรื่องทันที

ถ้าโจทย์ให้ Keyword ต้องดูว่าคำนั้นทำหน้าที่อะไรในเรื่อง

บางสนามไม่ได้ให้หัวข้อที่สามารถนำไปตีความตรง ๆ แต่อาจให้คำสำคัญจำนวนหนึ่ง และกำหนดว่าคำเหล่านั้นต้องปรากฏอยู่ในเรื่อง

สิ่งที่ต้องระวังคือ อย่าให้เด็กเพียงนำคำทั้งหมดมาใส่ให้ครบเพื่อให้ผ่านเงื่อนไข

เพราะถึงมีทุกคำอยู่ในเรื่อง แต่หากคำเหล่านั้นไม่มีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ เรื่องก็ยังอาจดูเหมือนถูกประกอบขึ้นจากคำที่บังคับให้ใช้

เด็กควรถามต่อว่า

คำเหล่านี้เชื่อมกันเป็นเหตุการณ์อะไรได้บ้าง

เมื่อเชื่อมได้แล้ว Keyword จะไม่ใช่คำที่ถูกยัดลงในเรื่อง แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ ตัวละคร หรือปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ถ้าโจทย์กว้าง อย่ารีบทำเรื่องให้ใหญ่

โจทย์บางประเภทเปิดกว้างมาก และยิ่งโจทย์กว้าง เด็กยิ่งมีทางเลือกมาก

ตรงนี้เองที่อาจทำให้เสียเวลา

เด็กอาจคิดได้หลายเรื่อง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หรือพยายามสร้างเรื่องใหญ่เพราะรู้สึกว่าเรื่องที่ซับซ้อนน่าจะดูดีกว่า

แต่ในการแข่งขัน สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่เรื่องที่ใหญ่ที่สุด

เราต้องการ เรื่องที่ตอบโจทย์ ชัดเจน และสามารถทำให้เสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาที่กำหนด

การตีโจทย์จึงช่วยตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกตั้งแต่ต้น

อย่าเดาข้อสอบจนลืมฝึก “การคิด”

จากประสบการณ์ที่เคยพบและจากการพูดคุยกับครูผู้ฝึกหลายทีม วิธีการเตรียมเด็กของแต่ละแห่งแตกต่างกัน

บางทีมอาจดูเหตุการณ์บ้านเมือง ข่าวสาร ประเด็นทางสังคม วันสำคัญ หรือเรื่องที่กำลังได้รับความสนใจ แล้วคาดการณ์ว่าปีนั้นมีโอกาสออกหัวข้อเกี่ยวกับอะไร จากนั้นจึงฝึกเรื่องเหล่านั้นไว้ล่วงหน้า

ถ้าวันแข่งขันได้หัวข้อที่ตรงหรือใกล้กับเรื่องที่ฝึกมา ย่อมถือเป็นข้อได้เปรียบ

แต่เราไม่สามารถฝากความพร้อมของเด็กไว้กับการคาดเดาเพียงอย่างเดียว

เพราะสิ่งที่ควรติดตัวเด็กเข้าไปในสนามจริงไม่ใช่ “เรื่องที่จำไป” แต่คือ “กระบวนการคิดที่ใช้กับเรื่องอะไรก็ได้”

เมื่อเด็กตีโจทย์เป็น ต่อให้ไม่เคยฝึกหัวข้อนั้นมาก่อน เขาก็ยังมีจุดเริ่มต้น

คำถามสั้น ๆ ก่อนเริ่มคิดเรื่อง

เมื่อได้รับโจทย์ ฉันจะให้เด็กค่อย ๆ หาคำตอบให้ได้ก่อนว่า

โจทย์ให้อะไรมา?
คำสำคัญคืออะไร?
โจทย์กำลังพูดถึงเรื่องอะไร?
มีเงื่อนไขอะไรที่ต้องรักษา?
เราสามารถเล่าเรื่องอะไรภายใต้กรอบนี้ได้บ้าง?
และเรื่องที่กำลังคิดอยู่นั้นยังตอบโจทย์อยู่หรือไม่?

เมื่อผ่านขั้นนี้แล้ว เรายังไม่จำเป็นต้องมีเรื่องที่สมบูรณ์

เพียงแต่เด็กควรรู้แล้วว่า ตัวเองกำลังจะเดินไปทางไหน

และนั่นจึงพาไปสู่ขั้นต่อไปอย่างเป็นธรรมชาติ

เพราะหลังจากรู้ว่าโจทย์กำลังพูดถึงอะไรแล้ว คำถามถัดไปคือ

“แล้วเรื่องของเราต้องการจะบอกอะไร?”

ตรงนั้นเองคือการเดินทาง

จากโจทย์...สู่แก่นเรื่อง


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ใช้คำสุภาพนะคะ