จากปัญหาสู่เหตุการณ์ วางลำดับเรื่องให้เดินไปข้างหน้า
จากบทความก่อน เราพูดถึงการสร้างปัญหาหรือความขัดแย้งให้กับตัวละคร เพราะเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับตัวละคร เรื่องก็แทบไม่มีเหตุผลที่จะเดินต่อ
แต่การมีปัญหาเพียงอย่างเดียว ยังไม่ทำให้เกิดเป็นเรื่องที่สมบูรณ์
หลังจากตัวละครพบปัญหา คำถามสำคัญต่อมาคือ
แล้วเขาจะทำอย่างไรต่อ?
คำถามสั้น ๆ นี้ คือจุดเริ่มต้นของการสร้างเหตุการณ์และวางโครงเรื่อง
เรื่องไม่ได้เดินเพราะมีเหตุการณ์เยอะ
ในการฝึกเด็กเขียนเรื่อง บางครั้งเด็กสามารถคิดเหตุการณ์ได้หลายอย่าง
ตัวละครออกจากบ้าน
ระหว่างทางเจอเพื่อน
ฝนตก
ไปโรงเรียน
พบของตกอยู่
แล้วนำของไปคืนเจ้าของ
ทุกอย่างเป็นเหตุการณ์ได้ทั้งหมด แต่เมื่อนำมาเรียงต่อกัน อาจยังไม่กลายเป็นเรื่องที่น่าติดตาม เพราะเหตุการณ์หนึ่งไม่ได้ส่งผลต่ออีกเหตุการณ์หนึ่งมากนัก
สิ่งที่ควรฝึกจึงไม่ใช่เพียงการถามว่า
“ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น?”
แต่อาจเพิ่มอีกคำถามหนึ่งว่า
“เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น แล้วอะไรจึงเกิดตามมา?”
เพียงเปลี่ยนวิธีถาม เด็กก็เริ่มมองเห็นความสัมพันธ์ของเหตุการณ์มากขึ้น
ตัวละครต้องการบางอย่าง
→ แต่เกิดปัญหาขึ้น
→ จึงต้องตัดสินใจทำบางอย่าง
→ การตัดสินใจนั้นทำให้เกิดผลตามมา
→ ผลที่เกิดขึ้นนำไปสู่อีกเหตุการณ์
→ ตัวละครต้องคิดหรือตัดสินใจอีกครั้ง
→ จนกระทั่งเรื่องเดินไปสู่การคลี่คลาย
เรื่องจึงไม่ได้เดินเพราะมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ แต่เดินเพราะเหตุการณ์หนึ่งนำไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่ง
ฝึกจากสถานการณ์ที่เด็กเข้าใจ
ในการฝึกเด็กเขียนเรื่อง ผู้เขียนไม่ได้เริ่มจากการอธิบายเรื่องโครงเรื่องอย่างเป็นทฤษฎีมากนัก
แต่จะใช้ สถานการณ์สมมติที่เด็กสามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน แทรกเข้าไปในการฝึกอยู่เสมอ
เพราะสิ่งสำคัญไม่ได้มีเพียงการทำให้เด็กเขียนเรื่องหนึ่งเรื่องได้ แต่ต้องการให้เด็กได้ฝึกคิดว่า หากตัวเองอยู่ในสถานการณ์นั้น จะมองเห็นปัญหาอย่างไร จะเลือกทำอะไร และการตัดสินใจนั้นอาจทำให้เกิดอะไรตามมา
เช่น
ถ้าระหว่างทางกลับบ้าน เด็กพบกระเป๋าเงินตกอยู่ จะทำอย่างไร?
เด็กแต่ละคนอาจให้คำตอบไม่เหมือนกัน
บางคนอาจเปิดดูเพื่อหาชื่อเจ้าของ
บางคนอาจนำไปให้ครู
บางคนอาจถามคนที่อยู่บริเวณนั้น
บางคนอาจนำไปแจ้งตำรวจ
ยังไม่จำเป็นต้องรีบบอกว่าคำตอบใดจะกลายเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
ลองให้เด็กคิดต่อจากทางเลือกของตัวเอง
ถ้าเปิดกระเป๋าแล้วไม่พบชื่อเจ้าของล่ะ?
ถ้านำไปให้ครู แต่พบว่ากระเป๋าไม่ได้เป็นของคนในโรงเรียนล่ะ?
ถ้ามีใครคนหนึ่งเดินมาบอกว่าเป็นเจ้าของ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาพูดจริง?
คำถามหนึ่งนำไปสู่อีกคำถามหนึ่ง
และโดยที่เด็กอาจไม่รู้ตัว เขากำลังสร้างเหตุการณ์ของเรื่องขึ้นมาทีละขั้น
อย่ารีบคิดแทนตัวละคร
ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ผู้ฝึกต้องอดใจ
เมื่อเด็กคิดช้า เรามักมองเห็นทางไปต่อก่อน และอยากช่วยบอกว่าเหตุการณ์ต่อไปควรเป็นอย่างไร
แต่หากผู้ฝึกเป็นคนคิดเหตุการณ์สำคัญให้เกือบทั้งหมด เด็กอาจได้เรื่องที่สมบูรณ์เร็วขึ้น แต่สิ่งที่เด็กได้ฝึกกลับเหลือน้อยลง
ในทางกลับกัน หากปล่อยคำถามไว้ให้เด็กคิด
ถ้าเป็นหนูจะทำอย่างไร?
ทำไมถึงเลือกทำแบบนั้น?
ถ้าทำอย่างนั้นแล้วเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นล่ะ?
มีทางเลือกอื่นอีกไหม?
เด็กจะต้องดึงทั้งประสบการณ์ เหตุผล จินตนาการ และการตัดสินใจของตัวเองออกมาใช้พร้อมกัน
บางครั้งคำตอบของเด็กอาจเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดไม่ถึงด้วยซ้ำ
และคำตอบนั้นอาจกลายเป็นทางเดินของเรื่องที่เป็นธรรมชาติกว่าเรื่องที่ผู้ฝึกคิดไว้เสียอีก
การฝึกแบบนี้อาจช้า แต่ความคิดของเด็กจะแข็งแรงขึ้น
จากประสบการณ์ในการฝึกเด็ก วิธีนี้ไม่ได้ทำให้การเขียนเรื่องเดินเร็วเสมอไป
บางสถานการณ์ต้องหยุดคุยกันนาน
บางคำถามเด็กต้องคิด
บางครั้งต้องลองวางเหตุการณ์แล้วพบว่าไปต่อไม่ได้ จึงย้อนกลับมาหาทางใหม่
หากมองเฉพาะจำนวนเรื่องที่ฝึกได้ อาจรู้สึกว่าเดินช้า
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ เด็กจะเริ่มแข็งแรงในเรื่องของความคิด
จากเดิมที่รอว่า “ครูจะให้เขียนอะไร”
เด็กจะเริ่มถามตัวเองว่า
ถ้าเกิดอย่างนี้ขึ้น จะทำอย่างไร
ถ้าตัวละครเลือกแบบนี้ จะเกิดอะไรต่อ
เหตุการณ์นี้สมเหตุสมผลหรือไม่
และจะพาเรื่องกลับไปหาแก่นที่ต้องการสื่อได้อย่างไร
เมื่อถึงวันแข่งขัน สิ่งที่เด็กต้องเผชิญคือโจทย์ที่ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ทั้งหมด
เรื่องที่เคยฝึกอาจไม่ตรง
ตัวละครอาจต้องเปลี่ยน
สถานการณ์ที่ได้รับอาจไม่เคยพบมาก่อน
แต่ถ้าเด็กเคยผ่านกระบวนการคิดเช่นนี้มามากพอ สิ่งที่ติดตัวเข้าไปในสนามไม่ใช่เพียง เรื่องที่เคยซ้อม
แต่คือ ความสามารถในการสร้างเรื่องขึ้นมาใหม่จากสิ่งที่ได้รับ
ให้ตัวละครเป็นผู้พาเรื่องเดิน
เมื่อมาถึงขั้นนี้ ลองกลับไปมองตัวละครที่สร้างไว้
เขาต้องการอะไร
เขากำลังเผชิญปัญหาอะไร
เขาเลือกทำอะไรกับปัญหานั้น
และสิ่งที่เขาทำก่อให้เกิดอะไรตามมา
เมื่อคำตอบเริ่มต่อเนื่องกัน เหตุการณ์ต่าง ๆ จะค่อย ๆ เชื่อมเป็นเส้นทางเดียวกัน
จากตัวละครหนึ่งคน
เกิดปัญหาหนึ่งอย่าง
เกิดการตัดสินใจ
เกิดผลของการตัดสินใจ
และผลนั้นพาไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่ง
จนในที่สุด สิ่งที่เคยเป็นเพียงความคิดกระจัดกระจายจะเริ่มมองเห็นเป็น โครงของเรื่อง
ยังไม่ต้องรีบเขียนเป็นเรื่องยาว
เพราะเมื่อเรารู้แล้วว่า เหตุการณ์ใดควรเกิดก่อน เหตุการณ์ใดเกิดตาม และแต่ละเหตุการณ์สัมพันธ์กันอย่างไร
ขั้นต่อไปจึงเป็นการนำเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นมาจัดให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า
เรื่องจะเริ่มตรงไหน เดินไปอย่างไร และควรจบลงตรงไหน
หรือก็คือการวางโครงเรื่องให้มี ต้นเรื่อง – กลางเรื่อง – จบเรื่อง อย่างเป็นระบบนั่นเอง.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
ใช้คำสุภาพนะคะ